สุวนันท์ ปรุรัตน์ (บี)

 

Master of Business (Human Resources): The University of Melbourne

 

เหตุผลหลักๆ ที่เลือกออสเตรเลียเพราะว่าไม่ต้องเดินทางไกลมากค่ะ และเหตุผลที่เลือกเมลเบิร์นเพราะว่าคนไทยไม่เยอะเท่าซิดนีย์ด้วยค่ะ (ตอนปี 2010 นะคะ) แต่หลังๆมาก็อยู่กับเพื่อนคนไทยนะ และตอนนั้นมีหลักสูตรที่บีต้องการเรียนพอดีด้วยค่ะ (Diploma of Business – Monash College). ทีเลือก Monash University เพราะมหาลัยอยู่ใน Group of Eight ของมหาลัยในออสเตรเลียค่ะ แล้วเห็นคอร์สเรียนเราคิดว่ามันเหมาะกับเราด้วยค่ะ

 

ก่อนที่บีจะไปเมลเบิร์น บีเรียนที่โรงเรียนไทยค่ะ ไม่ได้เรียนโรงเรียนนานาชาตินะ ตอนเตรียมภาษาบีเรียนที่ New Cambridge พอสอบไอเอลผ่าน บีก็ยังเลือกที่จะไปเรียนภาษาก่อนเปิดเรียนนะคะ เวลาเข้าในห้องเรียนจริงๆ จะได้ไม่งงๆนะคะ ที่มหาลัยเขามีคนคอยช่วยเรื่องเกี่ยวกับการบ้านและการค้นหาข้อมูลค่ะ มีอะไรก็ไปถามเขาเลยนะไม่ต้องกลัวค่ะ ระบบการเรียนบีชอบมากเพราะว่าเขาเรียนเน้นให้เด็กทำโจทย์ได้จริง เน้นเข้าใจ ไม่ได้เน้นท่องจำ ซึ่งต่างจากที่บีเคยเรียนที่เมืองไทยค่ะ แต่ต้องอ่านหนังสือ ทำการบ้านนะคะ

 

สิ่งที่คาดหวังก่อนไปเป็นเรื่องภาษาและระบบการเรียนแบบใหม่ค่ะ ซึ่งบีชอบนะคะตอบโจทย์ทุกอย่างที่บีอยากได้เลย โรงเรียนครูให้คำปรึกษาดีค่ะ มหาลัยเองก็พร้อมที่จะช่วยเด็กนักเรียนต่างชาติค่ะ บีปรับตัวมั้ย บีไม่ได้ปรับเยอะนะคะ อาจจะเพราะว่าอยากมาด้วยแหละ แต่เมลเบิร์นอากาศจะเปลี่ยนไวนะ เช็คอากาศก่อนออกจากบ้านนะคะ จะได้แต่งตัวถูก ชีวิตที่เมลเบิร์นสนุกและอิสระมากค่ะ บีมาอยู่กับโฮสช่วง1 ปีแรก โฮสบีดีมาก บีไม่ได้เปลี่ยนโฮสเลย แล้วภาษาก็คุ้นเคยเร็วด้วยค่ะ เพราะโฮสมีหลานชวนเราคุยตลอด แต่บางทีก็กวนนะ แต่ถ้ากวนเยอะไปก็ให้บอกเลยนะ เพราะหลายครั้งเราต้องอ่านหนังสือ ทำการบ้านค่ะ

 

ค่าใช้จ่ายเริ่มตั้งแต่ตอนอยู่กับโฮสเลยละกัน บีจ่ายอาทิตย์ละ $300 รวมทุกอย่าง ดีตรงที่ว่าบีได้ห้องนอนเดี่ยว ห้องน้ำแชร์กับเด็กต่างชาติ 1 คนที่เขารับมาอยู่ด้วยค่ะ ส่วนพอย้ายออกอยู่เอง บีย้ายเข้ามาอยู่ใน CBD ค่ะ ค่าเช่าห้องอยู่ประมาณ $1,400 ไม่รวมน้ำ ไฟ อินเตอร์เน็ต ที่จอดรถนะคะ บีไม่ชอบแชร์ห้องน้ำเลยเลือกอยู่แบบส่วนตัว

ส่วนค่าเดินทางถ้าต้องเดินทางทุกวันเติมเป็นรายเดือนอาจจะถูกกว่านะคะ แต่เพราะบีไม่ได้มีเรียนทุกวันตอนนั้นเรียนที่ Monash University ต้องเดินทางจากในเมืองไปที่แคมปัสค่ะ บีเลยเลือกเติมเป็นรอบๆเพราะถูกกว่าค่ะ ตัวเลือกการเติมเงินอันไหนประหยัดกว่าอันนี้ก็ไปเลือกเอาค่ะ ตอนนี้ในเมืองมี Free Tram Zone เวลาเดินทางในเมืองก็ไม่ต้องจ่ายค่าเดินทางค่ะ ส่วนตอนย้ายไปมหาลัย (The University of Melbourne) บีเดินค่ะ บ้านห่างจากมหาลัย 10 นาทีค่ะ

 

บีมีทั้งทำอาหารเอง แล้วก็ทานข้างนอก อยู่ในเมืองหากินง่ายมากค่ะ ใครชอบทานกาแฟ กาแฟที่เมลเบิร์นอร่อยค่า

ถ้าใครอยากทำอาหารเองก็เปิด Youtube เอา เพราะที่นี่หาเครื่องปรุงไม่ยากค่ะ มีร้านAsian grocery เยอะ

บีดูแลตัวเองได้ดีขึ้นนะคะต้องรับผิดชอบเองทุกอย่าง เช่น พอย้ายมาอยู่เอง ต้องติดต่อเช่าห้อง น้ำ ไฟ อินเตอร์เน็ต ซื้อเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ถ้าใครเช่าห้องแบบมีทุกอย่างให้แล้วก็ดีไปค่ะ  สำหรับคนที่กำลังจะมาบีแนะนำว่าให้เรียนภาษามาก่อนค่ะ  แต่ถ้าใครภาษาดีอยู่แล้วก็ไม่มีอะไรมาก สำหรับคนที่ภาษายังไม่เก่งก็ไม่ต้องกังวลมาก ที่เมลเบิร์นคนต่างชาติที่มาเรียนภาษาก็เยอะค่ะ

 

ส่วนเรื่องทำงาน บีเคยทำงานที่ร้านอาหารไทยค่ะ บางร้านคิดเป็นชั่วโมง $10-$12  ต่อชั่วโมง บางร้านก็เป็นshift ค่ะ เช่น $70 (4:30-10 pm) ถ้าเกินเวลาก็ไม่ได้จ่ายเพิ่มนะ ถ้าทำร้านฝรั่งรายได้จะสูงกว่าค่ะ

bee-monash-u-mel

Career Inspiration: Law

เกวดี  ศรีมา (ยุ้ย)

นักเรียนทุนจากสำนักงานก.พ.

การศึกษา: Master of Criminology and Criminal Justice, University of New South Wales

ตำแหน่งงานในปัจจุบัน: นิติกรปฏิบัติการ สำนักบริหารทรัพยากรบุคคล สำนักงาน ป.ป.ช.

———————————————————————————————————————————

กฏหมายไม่ได้เป็นอาชีพที่ตั้งใจมาทำตั้งแต่ต้นค่ะ นิสัยส่วนตัวน่าจะเหมาะกับนิเทศศาสตร์มากกว่า แต่พอเลือกเรียนนิติศาสตร์มาแล้วก็ Go with a flow ค่ะ ตอนสอบเนี่ย ขี้เกียจอ่านหนังสือมากกกกก ก. ล้านตัว แต่เห็นคุณพ่อคุณแม่ส่งเสียเรามาเรียนแล้วก็พยายามตั้งใจเรียนและทำให้ดีที่สุดค่ะ

ยุ้ยจบปริญญาตรีด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ปริญญาโทด้านกฎหมายเอกชนและธุรกิจ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นทำงานด้านการเงินการธนาคารประมาณ 5 ปี และเป็นอาจารย์ประจำด้านนิติศาสตร์อยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งอีก 1 ปี

ช่วงที่รู้สึกว่าอยากทำงานด้านนี้ต่อไปคือตอนเป็นอาจารย์สอนกฎหมายค่ะ เพราะเราต้องคิดทุกวันว่าทำอย่างไรจะสอนวิชากฎหมายให้สนุก มีการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างอาจารย์และนักศึกษา มีอะไรใหม่ๆ มาให้ประหลาดใจเสมอ พอสอนแล้วนักศึกษาเข้าใจ ทำให้มีกำลังใจอยากจะไปต่อในสายงานนี้ค่ะ

ระหว่างที่ทำงานเป็นอาจารย์ได้เปิดดูในเว็บไซด์แล้วเจอข่าวประกาศรับสมัครทุนก.พ. โอกาสมักมาตอนที่เราไม่พร้อมค่ะ แต่ถ้ารอให้ตัวเราพร้อมก่อน เราก็จะไม่ได้เริ่มทำอะไรสักที ก่อนหน้าที่จะเจอข่าวประกาศรับสมัครทุนเคยลงเรียนคอร์สสำหรับเตรียมสอบ IELTS มาบ้างแล้ว เพราะอยากจะไปเรียนต่อที่อังกฤษหรือออสเตรเลียเป็นทุนเดิม  ก็เลยตัดสินใจลองไปสอบทุนดู ตอนนั้นไม่มีความคิดว่าจะได้ทุนเลยค่ะ เพราะเพื่อนที่เคยไปสอบและเก่งกว่าเรามากๆ ยังบอกว่ายากเลย มีเวลาเตรียมตัวแค่ ๒ เดือน สอบสองวิชา คือ วิชาความรู้ความสามารถทั่วไป เหมือนสอบ ภาค ก. กับวิชาภาษาอังกฤษ

ตอนนั้นทิ้งวิชาความรู้ความสามารถทั่วไปไปเลยค่ะ แล้วเน้นภาษาอังกฤษอย่างเดียว โดยเน้นทบทวนเรื่อง Grammar และฝึกทำข้อสอบประเภท Error Detection เพราะเป็นจุดอ่อนมากที่สุด เตรียมไปเท่านี้จริงๆ ค่ะ คิดว่าเป็นเรื่องของดวงด้วยเหมือนกันที่เก็งข้อสอบถูก พอสอบทุนได้แล้วถึงมาเริ่มฝึกภาษาอังกฤษทั้ง ๔ ทักษะ คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน อย่างจริงจัง โดยสมัครคอร์สติวเข้มที่ New Cambridge เพื่อเตรียมตัวสอบ IELTS เรียนอยู่ประมาณ ๒ คอร์ส คือ Key Skills และ IELTs Writing แล้วกลับมาฝึกเขียน Essays ส่งอาจารย์เยอะๆ เรื่อง Writing แนะนำให้ลงเรียนนะคะเพราะจะมีเทคนิคและ wording พร้อมใช้ ทำให้เขียนได้คะแนนดี ส่วนการฝึกฟังนี่หลากหลายมากค่ะ ดู Ted Talk บ้าง หนังภาษาอังกฤษบ้าง แล้วก็โหลดไฟล์เสียง ESL Podcast ทาง Itunes ใส่ใน ipod ฟังกรอกหูไปเรื่อยๆ จนชินค่ะ

ยุ้ยได้รับทุนก.พ.ไปศึกษาต่อในหลักสูตร Master of Criminology and Criminal Justice ที่ University of New South Wales โดยเลือกมหาวิทยาลัยจากวิชาเรียนที่เปิดสอนเป็นหลักค่ะ เงื่อนไขในการรับทุนคือต้องเลือกมหาวิทยาลัย Top 5 ของออสเตรเลียไปเรียนด้านอาชญาวิทยาและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งที่ UNSW มีวิชาเลือกด้านนี้มากที่สุด และเห็นว่าอยู่ใน Sydney ด้วย น่าจะหาอาหารไทยทานง่าย เพราะเป็นคนไม่ชอบทานอาหารฝรั่งเลย เรื่องกินเรื่องใหญ่ค่ะ 555

ก่อนเปิดคอร์สเรียนในแต่ละวิชา อาจารย์จะให้รายการ Textbook และ Articles ต่างๆ ที่เราจะต้องอ่านก่อนเข้าเรียน ผ่านทางระบบ Moodles ของมหาวิทยาลัยค่ะ (เป็นระบบออนไลน์ที่ทำให้เราสามารถสืบค้นตารางสอน ตารางสอบ รายการหนังสือ การลงทะเบียนเรียน การถาม-ตอบข้อสงสัย รายงานที่จะต้องส่ง) เราจะต้องอ่านก่อนเข้าเรียนมิฉะนั้นจะตามเพื่อนไม่ทัน การเรียนในห้องจะเน้นการ Discussion ทุกคนต้องเสนอความเห็นในชั้นเรียน ทำให้การเรียนสนุก ไม่น่าเบื่อ เพื่อนร่วมชั้นมาจากหลายเชื้อชาติค่ะทั้งไนจีเรีย ญี่ปุ่น อเมริกา เกาหลี ฮ่องกง คนไทยนี่น้อยมากนะคะ นับตัวได้ คนออสซี่ มีบ้างค่ะแต่ไม่มาก เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องที่จะไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเลยค่ะ ได้ใช้เต็มๆ ส่วนใหญ่เป็นคนทำงานค่ะ

ถ้ามีประสบการณ์ทำงานมาบ้างแล้วน่าจะเข้าใจเนื้อหาที่เรียนและเห็นภาพมากกว่านะคะ แต่ก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับคนที่จบใหม่ เพราะทุกอย่างก็ต้องเริ่มต้นใหม่หมดเหมือนกัน สิ่งที่ต้องเตรียมน่าจะเป็นเรื่องความอึดมากกว่าค่ะ เพราะคอร์สเรียนที่นี่บางวิชาเรียนติดกัน 4 วันรวด ตั้งแต่ 8.30-16.00 น. จะเหนื่อยมากๆ แต่ถ้าเป็นวิชาทั่วไปก็เรียนสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งๆ ละ 3 ชั่วโมง ซึ่งในแต่ละวิชาจะมีเกณฑ์การให้คะแนนแตกต่างกัน เช่น ใน 100 คะแนน เป็นคะแนน Participation 10 คะแนน, Presentation หน้าห้องเรียน 30 คะแนน, เขียน Essay 4,000 – 6,000 words อีก 60 คะแนน บางวิชาก็คะแนนเขียน Essays อย่างเดียว 80 คะแนนเลยก็มีค่ะ ตอนที่ลงเรียนหลักสูตรนี้เป็น Coursework ต้องเรียนเทอมละ 4 วิชา ใน 1 วิชาบางทีมี 2-3 Essays ก็ต้องจัดตารางเวลาส่งงานดีๆ ซึ่งทักษะการเขียนและการอ่านของเราก็จะพัฒนาเร็วมากจากการเขียนงานส่ง ส่วนเรื่องทักษะการฟังและการพูดไม่ต้องกังวลมากค่ะ มาอยู่ประมาณ 3 เดือนก็ปรับตัวได้แล้ว

พอเรียนจบก็กลับมารับราชการเลยค่ะ ต้องใช้ทุนเป็นระยะเวลา 2 เท่าของระยะเวลาที่ไปเรียน ปัจจุบันทำงานในตำแหน่งนิติกรปฏิบัติการ สำนักบริหารทรัพยากรบุคคล สำนักงาน ป.ป.ช. เนื้อหาของงานเน้นเรื่องการสืบสวนสอบสวนคดีวินัยข้าราชการ การอุทธรณ์ และร้องทุกข์ต่างๆ เนื้อหาที่เรียนมาได้นำมาใช้บ้างเล็กน้อยค่ะ เช่น ในส่วนของการศึกษาลักษณะของผู้กระทำผิด สาเหตุและเหตุจูงใจในการกระทำผิด

ส่วนเรื่องที่ว่าเรียนจบจากออสเตรเลียได้รับการยอมรับมั้ยเห็นว่าเป็นความคิดส่วนบุคคลค่ะ เพราะถ้างานที่เรากลับมาทำไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่เรียนก็ต้องเริ่มเรียนรู้งานใหม่หมดอยู่ดี แต่เนื่องจากได้เรียนโททั้งที่ไทยและที่ออสเตรเลียแล้ว คิดว่าเรียนโทที่ไทยค่อนข้างกดดันและเหนื่อยกว่ามากๆ นะคะ เราไปเรียนต่างประเทศเพื่อหาประสบการณ์ด้านอื่นๆ มากกว่า นอกจากวิชาการแล้ว ได้ทั้งวิชาทำกับข้าว วิชาอดทน วิชาหลงทาง วิชาเอาตัวรอด และอีกมากมายค่ะ

สำหรับน้องๆ รุ่นใหม่ที่หาตัวเองเจอแล้วว่าอยากทำหรืออยากเป็นอะไร น้องเป็นคนโชคดีมากค่ะ  ส่วนน้องที่อยู่ระหว่างการค้นหาตัวเอง โดยเฉพาะน้องที่จบใหม่ๆ พี่ว่าชีวิตมันไม่มีสูตรสำเร็จนะ ถ้าเรายังตอบตัวเองไม่ได้ว่าอยากเรียนต่อด้านไหน อย่าไปเรียนตามเพื่อนค่ะ เพราะมันเหมือนจับสลาก ถ้าจับผิดชีวิตการเรียนมันจะทุกข์ทนมาก ถ้าจับถูกมันก็จะสนุกมากเช่นกัน พี่ว่าควรเริ่มจากลองทำงานดูสัก 1-2 ปี เพื่อให้เข้าใจโลกของการทำงานก่อน เราจะเข้าใจภาพชัดขึ้นว่าในชีวิตจริงความรู้แบบไหนเป็นความรู้ที่ต้องใช้ ความรู้แบบไหนเป็นความรู้ที่ต้องทิ้ง จะได้รู้ว่าเรา “ขาด” ตรงไหน เมื่อรู้แล้วจะได้เลือกเติมในส่วนที่ขาดได้ถูก ระหว่างทำงานก็ฝึกภาษาอังกฤษไปด้วยค่ะ อย่าทิ้ง เพราะได้ใช้ประโยชน์ในชีวิตการเรียนและการทำงานแน่นอนค่ะ

yui-unsw
yui-unsw

Career Inspiration: Law

เกวดี  ศรีมา (ยุ้ย)

นักเรียนทุนจากสำนักงานก.พ.

การศึกษา: Master of Criminology and Criminal Justice, University of New South Wales

ตำแหน่งงานในปัจจุบัน: นิติกรปฏิบัติการ สำนักบริหารทรัพยากรบุคคล สำนักงาน ป.ป.ช.

———————————————————————————————————————————

กฏหมายไม่ได้เป็นอาชีพที่ตั้งใจมาทำตั้งแต่ต้นค่ะ นิสัยส่วนตัวน่าจะเหมาะกับนิเทศศาสตร์มากกว่า แต่พอเลือกเรียนนิติศาสตร์มาแล้วก็ Go with a flow ค่ะ ตอนสอบเนี่ย ขี้เกียจอ่านหนังสือมากกกกก ก. ล้านตัว แต่เห็นคุณพ่อคุณแม่ส่งเสียเรามาเรียนแล้วก็พยายามตั้งใจเรียนและทำให้ดีที่สุดค่ะ

ยุ้ยจบปริญญาตรีด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ปริญญาโทด้านกฎหมายเอกชนและธุรกิจ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นทำงานด้านการเงินการธนาคารประมาณ 5 ปี และเป็นอาจารย์ประจำด้านนิติศาสตร์อยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งอีก 1 ปี

ช่วงที่รู้สึกว่าอยากทำงานด้านนี้ต่อไปคือตอนเป็นอาจารย์สอนกฎหมายค่ะ เพราะเราต้องคิดทุกวันว่าทำอย่างไรจะสอนวิชากฎหมายให้สนุก มีการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างอาจารย์และนักศึกษา มีอะไรใหม่ๆ มาให้ประหลาดใจเสมอ พอสอนแล้วนักศึกษาเข้าใจ ทำให้มีกำลังใจอยากจะไปต่อในสายงานนี้ค่ะ

ระหว่างที่ทำงานเป็นอาจารย์ได้เปิดดูในเว็บไซด์แล้วเจอข่าวประกาศรับสมัครทุนก.พ. โอกาสมักมาตอนที่เราไม่พร้อมค่ะ แต่ถ้ารอให้ตัวเราพร้อมก่อน เราก็จะไม่ได้เริ่มทำอะไรสักที ก่อนหน้าที่จะเจอข่าวประกาศรับสมัครทุนเคยลงเรียนคอร์สสำหรับเตรียมสอบ IELTS มาบ้างแล้ว เพราะอยากจะไปเรียนต่อที่อังกฤษหรือออสเตรเลียเป็นทุนเดิม  ก็เลยตัดสินใจลองไปสอบทุนดู ตอนนั้นไม่มีความคิดว่าจะได้ทุนเลยค่ะ เพราะเพื่อนที่เคยไปสอบและเก่งกว่าเรามากๆ ยังบอกว่ายากเลย มีเวลาเตรียมตัวแค่ ๒ เดือน สอบสองวิชา คือ วิชาความรู้ความสามารถทั่วไป เหมือนสอบ ภาค ก. กับวิชาภาษาอังกฤษ

ตอนนั้นทิ้งวิชาความรู้ความสามารถทั่วไปไปเลยค่ะ แล้วเน้นภาษาอังกฤษอย่างเดียว โดยเน้นทบทวนเรื่อง Grammar และฝึกทำข้อสอบประเภท Error Detection เพราะเป็นจุดอ่อนมากที่สุด เตรียมไปเท่านี้จริงๆ ค่ะ คิดว่าเป็นเรื่องของดวงด้วยเหมือนกันที่เก็งข้อสอบถูก พอสอบทุนได้แล้วถึงมาเริ่มฝึกภาษาอังกฤษทั้ง ๔ ทักษะ คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน อย่างจริงจัง โดยสมัครคอร์สติวเข้มที่ New Cambridge เพื่อเตรียมตัวสอบ IELTS เรียนอยู่ประมาณ ๒ คอร์ส คือ Key Skills และ IELTs Writing แล้วกลับมาฝึกเขียน Essays ส่งอาจารย์เยอะๆ เรื่อง Writing แนะนำให้ลงเรียนนะคะเพราะจะมีเทคนิคและ wording พร้อมใช้ ทำให้เขียนได้คะแนนดี ส่วนการฝึกฟังนี่หลากหลายมากค่ะ ดู Ted Talk บ้าง หนังภาษาอังกฤษบ้าง แล้วก็โหลดไฟล์เสียง ESL Podcast ทาง Itunes ใส่ใน ipod ฟังกรอกหูไปเรื่อยๆ จนชินค่ะ

ยุ้ยได้รับทุนก.พ.ไปศึกษาต่อในหลักสูตร Master of Criminology and Criminal Justice ที่ University of New South Wales โดยเลือกมหาวิทยาลัยจากวิชาเรียนที่เปิดสอนเป็นหลักค่ะ เงื่อนไขในการรับทุนคือต้องเลือกมหาวิทยาลัย Top 5 ของออสเตรเลียไปเรียนด้านอาชญาวิทยาและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งที่ UNSW มีวิชาเลือกด้านนี้มากที่สุด และเห็นว่าอยู่ใน Sydney ด้วย น่าจะหาอาหารไทยทานง่าย เพราะเป็นคนไม่ชอบทานอาหารฝรั่งเลย เรื่องกินเรื่องใหญ่ค่ะ 555

ก่อนเปิดคอร์สเรียนในแต่ละวิชา อาจารย์จะให้รายการ Textbook และ Articles ต่างๆ ที่เราจะต้องอ่านก่อนเข้าเรียน ผ่านทางระบบ Moodles ของมหาวิทยาลัยค่ะ (เป็นระบบออนไลน์ที่ทำให้เราสามารถสืบค้นตารางสอน ตารางสอบ รายการหนังสือ การลงทะเบียนเรียน การถาม-ตอบข้อสงสัย รายงานที่จะต้องส่ง) เราจะต้องอ่านก่อนเข้าเรียนมิฉะนั้นจะตามเพื่อนไม่ทัน การเรียนในห้องจะเน้นการ Discussion ทุกคนต้องเสนอความเห็นในชั้นเรียน ทำให้การเรียนสนุก ไม่น่าเบื่อ เพื่อนร่วมชั้นมาจากหลายเชื้อชาติค่ะทั้งไนจีเรีย ญี่ปุ่น อเมริกา เกาหลี ฮ่องกง คนไทยนี่น้อยมากนะคะ นับตัวได้ คนออสซี่ มีบ้างค่ะแต่ไม่มาก เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องที่จะไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเลยค่ะ ได้ใช้เต็มๆ ส่วนใหญ่เป็นคนทำงานค่ะ

ถ้ามีประสบการณ์ทำงานมาบ้างแล้วน่าจะเข้าใจเนื้อหาที่เรียนและเห็นภาพมากกว่านะคะ แต่ก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับคนที่จบใหม่ เพราะทุกอย่างก็ต้องเริ่มต้นใหม่หมดเหมือนกัน สิ่งที่ต้องเตรียมน่าจะเป็นเรื่องความอึดมากกว่าค่ะ เพราะคอร์สเรียนที่นี่บางวิชาเรียนติดกัน 4 วันรวด ตั้งแต่ 8.30-16.00 น. จะเหนื่อยมากๆ แต่ถ้าเป็นวิชาทั่วไปก็เรียนสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งๆ ละ 3 ชั่วโมง ซึ่งในแต่ละวิชาจะมีเกณฑ์การให้คะแนนแตกต่างกัน เช่น ใน 100 คะแนน เป็นคะแนน Participation 10 คะแนน, Presentation หน้าห้องเรียน 30 คะแนน, เขียน Essay 4,000 – 6,000 words อีก 60 คะแนน บางวิชาก็คะแนนเขียน Essays อย่างเดียว 80 คะแนนเลยก็มีค่ะ ตอนที่ลงเรียนหลักสูตรนี้เป็น Coursework ต้องเรียนเทอมละ 4 วิชา ใน 1 วิชาบางทีมี 2-3 Essays ก็ต้องจัดตารางเวลาส่งงานดีๆ ซึ่งทักษะการเขียนและการอ่านของเราก็จะพัฒนาเร็วมากจากการเขียนงานส่ง ส่วนเรื่องทักษะการฟังและการพูดไม่ต้องกังวลมากค่ะ มาอยู่ประมาณ 3 เดือนก็ปรับตัวได้แล้ว

พอเรียนจบก็กลับมารับราชการเลยค่ะ ต้องใช้ทุนเป็นระยะเวลา 2 เท่าของระยะเวลาที่ไปเรียน ปัจจุบันทำงานในตำแหน่งนิติกรปฏิบัติการ สำนักบริหารทรัพยากรบุคคล สำนักงาน ป.ป.ช. เนื้อหาของงานเน้นเรื่องการสืบสวนสอบสวนคดีวินัยข้าราชการ การอุทธรณ์ และร้องทุกข์ต่างๆ เนื้อหาที่เรียนมาได้นำมาใช้บ้างเล็กน้อยค่ะ เช่น ในส่วนของการศึกษาลักษณะของผู้กระทำผิด สาเหตุและเหตุจูงใจในการกระทำผิด

ส่วนเรื่องที่ว่าเรียนจบจากออสเตรเลียได้รับการยอมรับมั้ยเห็นว่าเป็นความคิดส่วนบุคคลค่ะ เพราะถ้างานที่เรากลับมาทำไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่เรียนก็ต้องเริ่มเรียนรู้งานใหม่หมดอยู่ดี แต่เนื่องจากได้เรียนโททั้งที่ไทยและที่ออสเตรเลียแล้ว คิดว่าเรียนโทที่ไทยค่อนข้างกดดันและเหนื่อยกว่ามากๆ นะคะ เราไปเรียนต่างประเทศเพื่อหาประสบการณ์ด้านอื่นๆ มากกว่า นอกจากวิชาการแล้ว ได้ทั้งวิชาทำกับข้าว วิชาอดทน วิชาหลงทาง วิชาเอาตัวรอด และอีกมากมายค่ะ

สำหรับน้องๆ รุ่นใหม่ที่หาตัวเองเจอแล้วว่าอยากทำหรืออยากเป็นอะไร น้องเป็นคนโชคดีมากค่ะ  ส่วนน้องที่อยู่ระหว่างการค้นหาตัวเอง โดยเฉพาะน้องที่จบใหม่ๆ พี่ว่าชีวิตมันไม่มีสูตรสำเร็จนะ ถ้าเรายังตอบตัวเองไม่ได้ว่าอยากเรียนต่อด้านไหน อย่าไปเรียนตามเพื่อนค่ะ เพราะมันเหมือนจับสลาก ถ้าจับผิดชีวิตการเรียนมันจะทุกข์ทนมาก ถ้าจับถูกมันก็จะสนุกมากเช่นกัน พี่ว่าควรเริ่มจากลองทำงานดูสัก 1-2 ปี เพื่อให้เข้าใจโลกของการทำงานก่อน เราจะเข้าใจภาพชัดขึ้นว่าในชีวิตจริงความรู้แบบไหนเป็นความรู้ที่ต้องใช้ ความรู้แบบไหนเป็นความรู้ที่ต้องทิ้ง จะได้รู้ว่าเรา “ขาด” ตรงไหน เมื่อรู้แล้วจะได้เลือกเติมในส่วนที่ขาดได้ถูก ระหว่างทำงานก็ฝึกภาษาอังกฤษไปด้วยค่ะ อย่าทิ้ง เพราะได้ใช้ประโยชน์ในชีวิตการเรียนและการทำงานแน่นอนค่ะ

Career Inspiration:  Finance – Investment Fund

 

นิพจน์ ไกรลาศโอฬาร (นัท)

การศึกษา: Master of Applied Finance, Macquarie University

ตำแหน่งงานในปัจจุบัน: ผู้จัดการกองทุนอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด

 

เส้นทางสู่อาชีพสายการเงินของนัท เริ่มต้นจากเรียนจบปริญญาตรีคณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการเงินและการธนาคาร ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จากนั้นเข้าทำงานที่บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด มหาชน ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารความเสี่ยงเป็นเวลาร่วม 6 เดือน ก่อนตัดสินใจไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท

นัทเลือกเรียน  Master of Applied Finance ที่ Macquarie University เพราะตอนสมัยที่นัทไปเรียนหลักสูตรปริญญาโทที่เน้นด้านการประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจมีค่อนข้างน้อย ส่วนมากเป็น Coursework ที่เน้นทฤษฎีเป็นหลักไม่ค่อยเน้นภาคปฏิบัติเท่าไหร่ แต่หลักสูตร Master of Applied Finance  ของ Macquarie University เน้นการประยุกต์ใช้เป็นหลัก

และคณาจารย์ หรือ บุคลากร ต่างเป็นผู้ที่เคยผ่านการทำงานในสายอาชีพที่ตนเองถนัดมาทั้งสิ้น การเรียนการสอนเน้นการนำ case studies ต่างๆ มาเป็นแกนหลัก เพื่อเชื่อมโยงกับทฤษฎีในตำราเรียน ทำให้ผู้เรียนมองเห็นภาพความเป็นจริงได้ดีขึ้น

Master of Applied Finance  ของ Macquarie University เป็นหลักสูตรที่เหมาะกับคนที่ทำงานสายการเงิน เนื่องจากวิชาที่เรียนครอบคลุมเกือบทุกอาชีพด้านการเงิน แต่ระดับความยากง่ายในการปรับตัว ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ด้านการเงินของผู้เรียนว่ามีมากน้อยแค่ไหน เพราะหัวใจของคอร์ส Applied Finance ก็ตามชื่อหลักสูตรคือเน้นประยุกต์และปฏิบัติ อะไรที่เป็นทฤษฎีพื้นฐานที่เคยเรียนมาแล้ว ก็จะไม่เน้น เพราะหลักสูตรนั้นค่อนข้างสั้น และเข้มข้น ถ้าตามไม่ทันตั้งแต่แรกๆ อาจจะทำให้การเรียนใน class หลังๆ มีความลำบากได้  เนื่องจากเป็นหลักสูตร 1 ปี  และต้องเรียนจำนวนวิชาค่อนข้างเยอะ ทำให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างรวดเร็วและเข้มข้น ดังนั้นผู้ที่สนใจจะเรียนคอร์สนี้ควรจะให้เวลากับการเรียนเป็นหลัก มีเวลาอ่านหนังสือสม่ำเสมอ และมี background ด้านการเงินมาในระดับหนึ่ง

เพื่อนในชั้นเรียน 50% เป็นเด็กจบใหม่ ประสบการณ์การทำงานมีน้อย อีก 50% เป็นคนทำงาน ที่ทำงานมาแล้วพอสมควร และถ้าเป็นวิชาเลือกก็จะเป็นนักเรียน part time ที่ทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย ซึ่งเป็นข้อดีมากๆ เนื่องจากการ discussion กันใน class จะมีประโยชน์เนื่องจากมีการแชร์ประสบการณ์กันเป็นส่วนหลักของเนื้อหาการเรียนทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น

(อินไซท์ขอเสริมเพิ่มเติม – ตอนที่นัทไปเรียนเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ระยะเวลาเรียนของหลักสูตรนี้คือ 1 ปีและพิจารณารับผู้มีประสบการณ์การทำงานน้อยแต่มีผลการเรรียนดีเข้าเรียนได้ แต่ในปัจจุบันระยะเวลาเรียนจะมี 1, 1.5, 2 ปี ขึ้นอยู่กับพื้นฐานการเรียนปริญญาตรีของผู้สมัครเรียน และต้องมีประสบการณ์การทำงานสายการเงินหรือเกี่ยวข้องอย่างน้อย 2 ปีด้วยค่ะ)

หากเทียบรายวิชาของหลักสูตร Master of Applied Finance  สมัยที่นัทเรียน กับรายวิชาในปัจจุบันใน “วิชาหลัก – Advanced units จะมีเปลี่ยนอยู่ 2 รายวิชาคือ

1) Portfolio Management แทนที่ Investment ซึ่งก็เหมาะสม เพราะครอบคลุมเนื้อหาที่กว้างกว่า

2) Professional Practice แทนที่ Legal Risk in Finance ซึ่งก็เหมาะสมเช่นกัน เพราะเรื่องกฎหมายมันมีความเป็นเฉพาะตัวในแต่ละประเทศ ไม่จำเป็นต้องเป็นวิชาหลักเหมือนเมื่อก่อน

“วิชาเลือก – Elective units มีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งแต่ละวิชาพบว่ามีการเชิญอาจารย์พิเศษที่มาจากสายงานในวิชาเลือกนั้นมาถ่ายทอดประสบการณ์ซึ่งเป็นข้อดีของหลักสูตรนี้ ส่วนแนวทางการเลือกวิชาเลือก ยังคงใช้หลักเดิม คือ มี guidelines ให้ว่าถ้าผู้เรียนอยากมุ่งเน้นสายอาชีพใด ก็ควรเลือกกลุ่มวิชาเลือกใดบ้าง เพื่อให้ครอบคลุมความรู้ให้มากที่สุด

Master of Applied Finance ของ Macquarie University นับว่ามีชื่อเสียงพอสมควรในอุตสาหกรรมการเงินในเมืองไทย หากมีคนถามว่าหลักสูตรปริญญาโทด้านการเงินของออสเตรเลียที่ไหนมีคุณภาพ น่าไปเรียนต่อ คนส่วนมากในสายการทำงานการเงินก็จะเอ่ยถึง หลักสูตร Master of Applied Finance ของ Macquarie University เป็นลำดับต้นๆ เนื่องจากเป็นหลักสูตรที่มี Joint partner เป็น CFA Institute ด้วย และเนื้อหาหลักสูตรมีความเข้มข้นและมีคุณภาพ ประมาณ 80% ของเนื้อหาสามารถนำมาปฏิบัติงานได้จริง เนื่องจากอุตสาหกรรมการเงินในปัจจุบันมีความเป็น globalization มากขึ้น อีก 20% ที่เหลือ ต้องมาประยุกต์ใช้ด้วย local practice เช่น กฎหมายการเงิน เป็นต้น ในส่วนของการเรียนเพื่อไปสอบ CFA ก็น่าจะตอบโจทย์เหมือนกัน เพราะมีแนวทางการเลือกวิชา elective units เพื่อเตรียมตัวสำหรับสอบ CFA ด้วยทำให้ไม่ต้องเสียเวลาเตรียมตัวซ้ำซ้อน

การไปเรียนต่อต่างประเทศ นอกเหนือจากการได้เรียนหลักสูตรที่มีความเป็นสากล และได้รับประสบการณ์จากบุคลากรในสายอาชีพนั้นโดยตรง แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่ได้คือ การฝึกใช้ชีวิตด้วยตนเอง ฝึกความมีระเบียบวินัยในตนเอง เพราะการไปเรียนนั้นต้องอาศัยการปรับตัวระดับหนึ่ง และต้องมีความตั้งใจในระดับสูง เพราะหลักสูตรมีเวลาจำกัด หากวางแผนผิดพลาด ขาดวินัย จะทำให้ไม่สามารถสำเร็จการศึกษาภายในระยะเวลาที่กำหนดได้ อยากให้ศึกษาหลักสูตรที่จะไปเรียนให้ละเอียดก่อนตัดสินใจ วางแผนอนาคตให้เรียบร้อยว่าหากจบมาแล้วอยากมี career path ด้านไหน จะทำให้ชีวิตการเรียนต่อ และการดำเนินสายอาชีพหลังจากเรียนจบ มีประสิทธิภาพ และประสบความสำเร็จ

ส่วนตัวเมื่อเรียนจบกลับมาก็เริ่มสมัครงานทันที โดยเน้นสมัครกับสถาบันการเงินที่มีสายงานด้านการลงทุน หรือ บริหารความเสี่ยง เนื่องจากเป็นสิ่งที่ตนเองชื่นชอบและตรงกับที่เรียนมา TISCO Financial Group เป็นสถาบันการเงินแรกที่เรียกไปสัมภาษณ์ และตนเองพิจารณาแล้วว่าเป็นองค์กรที่ดี ให้โอกาสกับพนักงานในการเติบโตไปพร้อมๆ กัน จึงตัดสินใจมาทำงานที่นี่ ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารความเสี่ยง บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทิสโก้ จำกัด มีหน้าที่ควบคุม/บริหารความเสี่ยงด้านการลงทุนสำหรับธุรกิจกองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคล และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ระหว่างที่ปฏิบัติงาน ก็ได้ใช้เวลาหลังเลิกงานเพื่อเตรียมตัวสอบ CFA Certificates เพื่อเพิ่มโอกาสในอาชีพตนเอง สำหรับอาชีพผู้จัดการกองทุน ใช้เวลาสอบ 2 ปี จนสอบผ่านทั้งหมด 3 level (level 1 ขณะทำงานก่อนไปเรียนต่อ, level 2-3 ระหว่างทำงานที่ทิสโก้)

ถือเป็นเรื่องโชคดีที่ตัดสินใจทำงานกับกลุ่มทิสโก้ เพราะหลังจากที่สอบเสร็จแล้ว ทางผู้ใหญ่ที่นี่ให้โอกาสเปลี่ยน career path มาทำงานด้านสายการลงทุนในฐานะผู้จัดการกองทุนหลังจากสอบเสร็จและได้ Fund Manager License จาก กลต. เรียบร้อย  จนปัจจุบันทำงานในตำแหน่ง Senior Fund Manager บริหารกองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคล และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมระยะเวลาที่ทำงานอยู่กับกลุ่มทิสโก้ ทั้งสิ้น 8 ปี

ทุกวันนี้อุตสาหกรรมการเงินมีการขยายตัวค่อนข้างมาก มีความหลากหลายด้านอาชีพมากขึ้น และขณะเดียวกันก็มีความเฉพาะตัวเพื่อตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น หัวใจหลักๆ ของการทำงานสายการเงินคือ ควรจะต้องเป็นคนที่มีความตื่นตัวตลอดเวลา และปรับตัวให้เร็วและทันกับสิ่งแวดล้อมที่ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว และขณะเดียวกันต้องหมั่นหาความรู้เพิ่มเติมใหม่ๆ อยู่เสมอ ความอดทนและความรับผิดชอบก็เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับอาชีพนี้ สิ่งที่พบเห็นได้ในอุตสาหกรรมนี้ คือ คนในสายงานการเงินมีการเปลี่ยนงานบ่อย โดยมีระยะเวลาในการทำงานแต่ละที่ค่อนข้างสั้น ทำให้ขาด focus และความชำนาญในสายงานที่ทำ เพราะคุณค่าของบุคลากรด้านการเงิน คือ ความชำนาญและ คุณภาพในการให้บริการ

niphotmq
niphotmq

Career Inspiration:  Finance – Investment Fund

 

นิพจน์ ไกรลาศโอฬาร (นัท)

การศึกษา: Master of Applied Finance, Macquarie University

ตำแหน่งงานในปัจจุบัน: ผู้จัดการกองทุนอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด

 

เส้นทางสู่อาชีพสายการเงินของนัท เริ่มต้นจากเรียนจบปริญญาตรีคณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการเงินและการธนาคาร ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จากนั้นเข้าทำงานที่บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด มหาชน ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารความเสี่ยงเป็นเวลาร่วม 6 เดือน ก่อนตัดสินใจไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท

นัทเลือกเรียน  Master of Applied Finance ที่ Macquarie University เพราะตอนสมัยที่นัทไปเรียนหลักสูตรปริญญาโทที่เน้นด้านการประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจมีค่อนข้างน้อย ส่วนมากเป็น Coursework ที่เน้นทฤษฎีเป็นหลักไม่ค่อยเน้นภาคปฏิบัติเท่าไหร่ แต่หลักสูตร Master of Applied Finance  ของ Macquarie University เน้นการประยุกต์ใช้เป็นหลัก

และคณาจารย์ หรือ บุคลากร ต่างเป็นผู้ที่เคยผ่านการทำงานในสายอาชีพที่ตนเองถนัดมาทั้งสิ้น การเรียนการสอนเน้นการนำ case studies ต่างๆ มาเป็นแกนหลัก เพื่อเชื่อมโยงกับทฤษฎีในตำราเรียน ทำให้ผู้เรียนมองเห็นภาพความเป็นจริงได้ดีขึ้น

Master of Applied Finance  ของ Macquarie University เป็นหลักสูตรที่เหมาะกับคนที่ทำงานสายการเงิน เนื่องจากวิชาที่เรียนครอบคลุมเกือบทุกอาชีพด้านการเงิน แต่ระดับความยากง่ายในการปรับตัว ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ด้านการเงินของผู้เรียนว่ามีมากน้อยแค่ไหน เพราะหัวใจของคอร์ส Applied Finance ก็ตามชื่อหลักสูตรคือเน้นประยุกต์และปฏิบัติ อะไรที่เป็นทฤษฎีพื้นฐานที่เคยเรียนมาแล้ว ก็จะไม่เน้น เพราะหลักสูตรนั้นค่อนข้างสั้น และเข้มข้น ถ้าตามไม่ทันตั้งแต่แรกๆ อาจจะทำให้การเรียนใน class หลังๆ มีความลำบากได้  เนื่องจากเป็นหลักสูตร 1 ปี  และต้องเรียนจำนวนวิชาค่อนข้างเยอะ ทำให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างรวดเร็วและเข้มข้น ดังนั้นผู้ที่สนใจจะเรียนคอร์สนี้ควรจะให้เวลากับการเรียนเป็นหลัก มีเวลาอ่านหนังสือสม่ำเสมอ และมี background ด้านการเงินมาในระดับหนึ่ง

เพื่อนในชั้นเรียน 50% เป็นเด็กจบใหม่ ประสบการณ์การทำงานมีน้อย อีก 50% เป็นคนทำงาน ที่ทำงานมาแล้วพอสมควร และถ้าเป็นวิชาเลือกก็จะเป็นนักเรียน part time ที่ทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย ซึ่งเป็นข้อดีมากๆ เนื่องจากการ discussion กันใน class จะมีประโยชน์เนื่องจากมีการแชร์ประสบการณ์กันเป็นส่วนหลักของเนื้อหาการเรียนทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น

(อินไซท์ขอเสริมเพิ่มเติม – ตอนที่นัทไปเรียนเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ระยะเวลาเรียนของหลักสูตรนี้คือ 1 ปีและพิจารณารับผู้มีประสบการณ์การทำงานน้อยแต่มีผลการเรรียนดีเข้าเรียนได้ แต่ในปัจจุบันระยะเวลาเรียนจะมี 1, 1.5, 2 ปี ขึ้นอยู่กับพื้นฐานการเรียนปริญญาตรีของผู้สมัครเรียน และต้องมีประสบการณ์การทำงานสายการเงินหรือเกี่ยวข้องอย่างน้อย 2 ปีด้วยค่ะ)

หากเทียบรายวิชาของหลักสูตร Master of Applied Finance  สมัยที่นัทเรียน กับรายวิชาในปัจจุบันใน “วิชาหลัก – Advanced units จะมีเปลี่ยนอยู่ 2 รายวิชาคือ

1) Portfolio Management แทนที่ Investment ซึ่งก็เหมาะสม เพราะครอบคลุมเนื้อหาที่กว้างกว่า

2) Professional Practice แทนที่ Legal Risk in Finance ซึ่งก็เหมาะสมเช่นกัน เพราะเรื่องกฎหมายมันมีความเป็นเฉพาะตัวในแต่ละประเทศ ไม่จำเป็นต้องเป็นวิชาหลักเหมือนเมื่อก่อน

“วิชาเลือก – Elective units มีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งแต่ละวิชาพบว่ามีการเชิญอาจารย์พิเศษที่มาจากสายงานในวิชาเลือกนั้นมาถ่ายทอดประสบการณ์ซึ่งเป็นข้อดีของหลักสูตรนี้ ส่วนแนวทางการเลือกวิชาเลือก ยังคงใช้หลักเดิม คือ มี guidelines ให้ว่าถ้าผู้เรียนอยากมุ่งเน้นสายอาชีพใด ก็ควรเลือกกลุ่มวิชาเลือกใดบ้าง เพื่อให้ครอบคลุมความรู้ให้มากที่สุด

Master of Applied Finance ของ Macquarie University นับว่ามีชื่อเสียงพอสมควรในอุตสาหกรรมการเงินในเมืองไทย หากมีคนถามว่าหลักสูตรปริญญาโทด้านการเงินของออสเตรเลียที่ไหนมีคุณภาพ น่าไปเรียนต่อ คนส่วนมากในสายการทำงานการเงินก็จะเอ่ยถึง หลักสูตร Master of Applied Finance ของ Macquarie University เป็นลำดับต้นๆ เนื่องจากเป็นหลักสูตรที่มี Joint partner เป็น CFA Institute ด้วย และเนื้อหาหลักสูตรมีความเข้มข้นและมีคุณภาพ ประมาณ 80% ของเนื้อหาสามารถนำมาปฏิบัติงานได้จริง เนื่องจากอุตสาหกรรมการเงินในปัจจุบันมีความเป็น globalization มากขึ้น อีก 20% ที่เหลือ ต้องมาประยุกต์ใช้ด้วย local practice เช่น กฎหมายการเงิน เป็นต้น ในส่วนของการเรียนเพื่อไปสอบ CFA ก็น่าจะตอบโจทย์เหมือนกัน เพราะมีแนวทางการเลือกวิชา elective units เพื่อเตรียมตัวสำหรับสอบ CFA ด้วยทำให้ไม่ต้องเสียเวลาเตรียมตัวซ้ำซ้อน

การไปเรียนต่อต่างประเทศ นอกเหนือจากการได้เรียนหลักสูตรที่มีความเป็นสากล และได้รับประสบการณ์จากบุคลากรในสายอาชีพนั้นโดยตรง แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่ได้คือ การฝึกใช้ชีวิตด้วยตนเอง ฝึกความมีระเบียบวินัยในตนเอง เพราะการไปเรียนนั้นต้องอาศัยการปรับตัวระดับหนึ่ง และต้องมีความตั้งใจในระดับสูง เพราะหลักสูตรมีเวลาจำกัด หากวางแผนผิดพลาด ขาดวินัย จะทำให้ไม่สามารถสำเร็จการศึกษาภายในระยะเวลาที่กำหนดได้ อยากให้ศึกษาหลักสูตรที่จะไปเรียนให้ละเอียดก่อนตัดสินใจ วางแผนอนาคตให้เรียบร้อยว่าหากจบมาแล้วอยากมี career path ด้านไหน จะทำให้ชีวิตการเรียนต่อ และการดำเนินสายอาชีพหลังจากเรียนจบ มีประสิทธิภาพ และประสบความสำเร็จ

ส่วนตัวเมื่อเรียนจบกลับมาก็เริ่มสมัครงานทันที โดยเน้นสมัครกับสถาบันการเงินที่มีสายงานด้านการลงทุน หรือ บริหารความเสี่ยง เนื่องจากเป็นสิ่งที่ตนเองชื่นชอบและตรงกับที่เรียนมา TISCO Financial Group เป็นสถาบันการเงินแรกที่เรียกไปสัมภาษณ์ และตนเองพิจารณาแล้วว่าเป็นองค์กรที่ดี ให้โอกาสกับพนักงานในการเติบโตไปพร้อมๆ กัน จึงตัดสินใจมาทำงานที่นี่ ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารความเสี่ยง บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทิสโก้ จำกัด มีหน้าที่ควบคุม/บริหารความเสี่ยงด้านการลงทุนสำหรับธุรกิจกองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคล และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ระหว่างที่ปฏิบัติงาน ก็ได้ใช้เวลาหลังเลิกงานเพื่อเตรียมตัวสอบ CFA Certificates เพื่อเพิ่มโอกาสในอาชีพตนเอง สำหรับอาชีพผู้จัดการกองทุน ใช้เวลาสอบ 2 ปี จนสอบผ่านทั้งหมด 3 level (level 1 ขณะทำงานก่อนไปเรียนต่อ, level 2-3 ระหว่างทำงานที่ทิสโก้)

ถือเป็นเรื่องโชคดีที่ตัดสินใจทำงานกับกลุ่มทิสโก้ เพราะหลังจากที่สอบเสร็จแล้ว ทางผู้ใหญ่ที่นี่ให้โอกาสเปลี่ยน career path มาทำงานด้านสายการลงทุนในฐานะผู้จัดการกองทุนหลังจากสอบเสร็จและได้ Fund Manager License จาก กลต. เรียบร้อย  จนปัจจุบันทำงานในตำแหน่ง Senior Fund Manager บริหารกองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคล และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมระยะเวลาที่ทำงานอยู่กับกลุ่มทิสโก้ ทั้งสิ้น 8 ปี

ทุกวันนี้อุตสาหกรรมการเงินมีการขยายตัวค่อนข้างมาก มีความหลากหลายด้านอาชีพมากขึ้น และขณะเดียวกันก็มีความเฉพาะตัวเพื่อตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น หัวใจหลักๆ ของการทำงานสายการเงินคือ ควรจะต้องเป็นคนที่มีความตื่นตัวตลอดเวลา และปรับตัวให้เร็วและทันกับสิ่งแวดล้อมที่ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว และขณะเดียวกันต้องหมั่นหาความรู้เพิ่มเติมใหม่ๆ อยู่เสมอ ความอดทนและความรับผิดชอบก็เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับอาชีพนี้ สิ่งที่พบเห็นได้ในอุตสาหกรรมนี้ คือ คนในสายงานการเงินมีการเปลี่ยนงานบ่อย โดยมีระยะเวลาในการทำงานแต่ละที่ค่อนข้างสั้น ทำให้ขาด focus และความชำนาญในสายงานที่ทำ เพราะคุณค่าของบุคลากรด้านการเงิน คือ ความชำนาญและ คุณภาพในการให้บริการ

Career Inspiration:  Finance – Investment Fund

 

นิพจน์ ไกรลาศโอฬาร (นัท)

การศึกษา: Master of Applied Finance, Macquarie University

ตำแหน่งงานในปัจจุบัน: ผู้จัดการกองทุนอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด

 

เส้นทางสู่อาชีพสายการเงินของนัท เริ่มต้นจากเรียนจบปริญญาตรีคณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการเงินและการธนาคาร ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จากนั้นเข้าทำงานที่บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด มหาชน ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารความเสี่ยงเป็นเวลาร่วม 6 เดือน ก่อนตัดสินใจไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท

นัทเลือกเรียน  Master of Applied Finance ที่ Macquarie University เพราะตอนสมัยที่นัทไปเรียนหลักสูตรปริญญาโทที่เน้นด้านการประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจมีค่อนข้างน้อย ส่วนมากเป็น Coursework ที่เน้นทฤษฎีเป็นหลักไม่ค่อยเน้นภาคปฏิบัติเท่าไหร่ แต่หลักสูตร Master of Applied Finance  ของ Macquarie University เน้นการประยุกต์ใช้เป็นหลัก

และคณาจารย์ หรือ บุคลากร ต่างเป็นผู้ที่เคยผ่านการทำงานในสายอาชีพที่ตนเองถนัดมาทั้งสิ้น การเรียนการสอนเน้นการนำ case studies ต่างๆ มาเป็นแกนหลัก เพื่อเชื่อมโยงกับทฤษฎีในตำราเรียน ทำให้ผู้เรียนมองเห็นภาพความเป็นจริงได้ดีขึ้น

Master of Applied Finance  ของ Macquarie University เป็นหลักสูตรที่เหมาะกับคนที่ทำงานสายการเงิน เนื่องจากวิชาที่เรียนครอบคลุมเกือบทุกอาชีพด้านการเงิน แต่ระดับความยากง่ายในการปรับตัว ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ด้านการเงินของผู้เรียนว่ามีมากน้อยแค่ไหน เพราะหัวใจของคอร์ส Applied Finance ก็ตามชื่อหลักสูตรคือเน้นประยุกต์และปฏิบัติ อะไรที่เป็นทฤษฎีพื้นฐานที่เคยเรียนมาแล้ว ก็จะไม่เน้น เพราะหลักสูตรนั้นค่อนข้างสั้น และเข้มข้น ถ้าตามไม่ทันตั้งแต่แรกๆ อาจจะทำให้การเรียนใน class หลังๆ มีความลำบากได้  เนื่องจากเป็นหลักสูตร 1 ปี  และต้องเรียนจำนวนวิชาค่อนข้างเยอะ ทำให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างรวดเร็วและเข้มข้น ดังนั้นผู้ที่สนใจจะเรียนคอร์สนี้ควรจะให้เวลากับการเรียนเป็นหลัก มีเวลาอ่านหนังสือสม่ำเสมอ และมี background ด้านการเงินมาในระดับหนึ่ง

เพื่อนในชั้นเรียน 50% เป็นเด็กจบใหม่ ประสบการณ์การทำงานมีน้อย อีก 50% เป็นคนทำงาน ที่ทำงานมาแล้วพอสมควร และถ้าเป็นวิชาเลือกก็จะเป็นนักเรียน part time ที่ทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย ซึ่งเป็นข้อดีมากๆ เนื่องจากการ discussion กันใน class จะมีประโยชน์เนื่องจากมีการแชร์ประสบการณ์กันเป็นส่วนหลักของเนื้อหาการเรียนทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น

(อินไซท์ขอเสริมเพิ่มเติม – ตอนที่นัทไปเรียนเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ระยะเวลาเรียนของหลักสูตรนี้คือ 1 ปีและพิจารณารับผู้มีประสบการณ์การทำงานน้อยแต่มีผลการเรรียนดีเข้าเรียนได้ แต่ในปัจจุบันระยะเวลาเรียนจะมี 1, 1.5, 2 ปี ขึ้นอยู่กับพื้นฐานการเรียนปริญญาตรีของผู้สมัครเรียน และต้องมีประสบการณ์การทำงานสายการเงินหรือเกี่ยวข้องอย่างน้อย 2 ปีด้วยค่ะ)

หากเทียบรายวิชาของหลักสูตร Master of Applied Finance  สมัยที่นัทเรียน กับรายวิชาในปัจจุบันใน “วิชาหลัก – Advanced units จะมีเปลี่ยนอยู่ 2 รายวิชาคือ

1) Portfolio Management แทนที่ Investment ซึ่งก็เหมาะสม เพราะครอบคลุมเนื้อหาที่กว้างกว่า

2) Professional Practice แทนที่ Legal Risk in Finance ซึ่งก็เหมาะสมเช่นกัน เพราะเรื่องกฎหมายมันมีความเป็นเฉพาะตัวในแต่ละประเทศ ไม่จำเป็นต้องเป็นวิชาหลักเหมือนเมื่อก่อน

“วิชาเลือก – Elective units มีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งแต่ละวิชาพบว่ามีการเชิญอาจารย์พิเศษที่มาจากสายงานในวิชาเลือกนั้นมาถ่ายทอดประสบการณ์ซึ่งเป็นข้อดีของหลักสูตรนี้ ส่วนแนวทางการเลือกวิชาเลือก ยังคงใช้หลักเดิม คือ มี guidelines ให้ว่าถ้าผู้เรียนอยากมุ่งเน้นสายอาชีพใด ก็ควรเลือกกลุ่มวิชาเลือกใดบ้าง เพื่อให้ครอบคลุมความรู้ให้มากที่สุด

Master of Applied Finance ของ Macquarie University นับว่ามีชื่อเสียงพอสมควรในอุตสาหกรรมการเงินในเมืองไทย หากมีคนถามว่าหลักสูตรปริญญาโทด้านการเงินของออสเตรเลียที่ไหนมีคุณภาพ น่าไปเรียนต่อ คนส่วนมากในสายการทำงานการเงินก็จะเอ่ยถึง หลักสูตร Master of Applied Finance ของ Macquarie University เป็นลำดับต้นๆ เนื่องจากเป็นหลักสูตรที่มี Joint partner เป็น CFA Institute ด้วย และเนื้อหาหลักสูตรมีความเข้มข้นและมีคุณภาพ ประมาณ 80% ของเนื้อหาสามารถนำมาปฏิบัติงานได้จริง เนื่องจากอุตสาหกรรมการเงินในปัจจุบันมีความเป็น globalization มากขึ้น อีก 20% ที่เหลือ ต้องมาประยุกต์ใช้ด้วย local practice เช่น กฎหมายการเงิน เป็นต้น ในส่วนของการเรียนเพื่อไปสอบ CFA ก็น่าจะตอบโจทย์เหมือนกัน เพราะมีแนวทางการเลือกวิชา elective units เพื่อเตรียมตัวสำหรับสอบ CFA ด้วยทำให้ไม่ต้องเสียเวลาเตรียมตัวซ้ำซ้อน

การไปเรียนต่อต่างประเทศ นอกเหนือจากการได้เรียนหลักสูตรที่มีความเป็นสากล และได้รับประสบการณ์จากบุคลากรในสายอาชีพนั้นโดยตรง แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่ได้คือ การฝึกใช้ชีวิตด้วยตนเอง ฝึกความมีระเบียบวินัยในตนเอง เพราะการไปเรียนนั้นต้องอาศัยการปรับตัวระดับหนึ่ง และต้องมีความตั้งใจในระดับสูง เพราะหลักสูตรมีเวลาจำกัด หากวางแผนผิดพลาด ขาดวินัย จะทำให้ไม่สามารถสำเร็จการศึกษาภายในระยะเวลาที่กำหนดได้ อยากให้ศึกษาหลักสูตรที่จะไปเรียนให้ละเอียดก่อนตัดสินใจ วางแผนอนาคตให้เรียบร้อยว่าหากจบมาแล้วอยากมี career path ด้านไหน จะทำให้ชีวิตการเรียนต่อ และการดำเนินสายอาชีพหลังจากเรียนจบ มีประสิทธิภาพ และประสบความสำเร็จ

ส่วนตัวเมื่อเรียนจบกลับมาก็เริ่มสมัครงานทันที โดยเน้นสมัครกับสถาบันการเงินที่มีสายงานด้านการลงทุน หรือ บริหารความเสี่ยง เนื่องจากเป็นสิ่งที่ตนเองชื่นชอบและตรงกับที่เรียนมา TISCO Financial Group เป็นสถาบันการเงินแรกที่เรียกไปสัมภาษณ์ และตนเองพิจารณาแล้วว่าเป็นองค์กรที่ดี ให้โอกาสกับพนักงานในการเติบโตไปพร้อมๆ กัน จึงตัดสินใจมาทำงานที่นี่ ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารความเสี่ยง บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทิสโก้ จำกัด มีหน้าที่ควบคุม/บริหารความเสี่ยงด้านการลงทุนสำหรับธุรกิจกองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคล และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ระหว่างที่ปฏิบัติงาน ก็ได้ใช้เวลาหลังเลิกงานเพื่อเตรียมตัวสอบ CFA Certificates เพื่อเพิ่มโอกาสในอาชีพตนเอง สำหรับอาชีพผู้จัดการกองทุน ใช้เวลาสอบ 2 ปี จนสอบผ่านทั้งหมด 3 level (level 1 ขณะทำงานก่อนไปเรียนต่อ, level 2-3 ระหว่างทำงานที่ทิสโก้)

ถือเป็นเรื่องโชคดีที่ตัดสินใจทำงานกับกลุ่มทิสโก้ เพราะหลังจากที่สอบเสร็จแล้ว ทางผู้ใหญ่ที่นี่ให้โอกาสเปลี่ยน career path มาทำงานด้านสายการลงทุนในฐานะผู้จัดการกองทุนหลังจากสอบเสร็จและได้ Fund Manager License จาก กลต. เรียบร้อย  จนปัจจุบันทำงานในตำแหน่ง Senior Fund Manager บริหารกองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคล และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมระยะเวลาที่ทำงานอยู่กับกลุ่มทิสโก้ ทั้งสิ้น 8 ปี

ทุกวันนี้อุตสาหกรรมการเงินมีการขยายตัวค่อนข้างมาก มีความหลากหลายด้านอาชีพมากขึ้น และขณะเดียวกันก็มีความเฉพาะตัวเพื่อตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น หัวใจหลักๆ ของการทำงานสายการเงินคือ ควรจะต้องเป็นคนที่มีความตื่นตัวตลอดเวลา และปรับตัวให้เร็วและทันกับสิ่งแวดล้อมที่ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว และขณะเดียวกันต้องหมั่นหาความรู้เพิ่มเติมใหม่ๆ อยู่เสมอ ความอดทนและความรับผิดชอบก็เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับอาชีพนี้ สิ่งที่พบเห็นได้ในอุตสาหกรรมนี้ คือ คนในสายงานการเงินมีการเปลี่ยนงานบ่อย โดยมีระยะเวลาในการทำงานแต่ละที่ค่อนข้างสั้น ทำให้ขาด focus และความชำนาญในสายงานที่ทำ เพราะคุณค่าของบุคลากรด้านการเงิน คือ ความชำนาญและ คุณภาพในการให้บริการ

niphotmq

ณภัฏ ชินประพินพร (นะ)

กำลังศึกษา: Master of International Business, RMIT University

 

สำหรับผมแล้วประเทศออสเตรเลีย เป็นประเทศชั้นนำในด้านการศึกษา อีกทั้งมหาวิทยาลัยเป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก การเดินทางสะดวกสบาย และสามารถหางาน Part-time ทำได้ง่าย

โดยรวมแล้ว Melbourne เป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรือง มีวัฒนธรรมที่หลากหลาย ผู้คนนิสัยเป็นกันเอง ทางด้านการศึกษานับได้ว่าอันดับต้นๆของออสเตรเลีย และเป็นเมืองที่พูดได้ว่าน่าอยู่ที่สุดในออสเตรเลียจากการจัดอันดับเมืองที่น่าอยู่ มีร้านอาหารหลากหลายชาติและปิดดึกเกือบทุกร้าน แต่อากาศที่เมลเบิร์นแย่มากครับ ร้อนมากในเวลากลางวัน และหนาวมากในเวลากลางคืน ต้องปรับตัวครับ

ผมเลือกเรียนที่ RMIT University เพราะตั้งอยู่ในเมืองเมลเบิร์น เดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวกสบาย เทอมแรกที่เรียน  Master of International Business ผมได้เรียน Accounting Sustainability for Management ซึ่งเป็นวิชาที่น่าสนใจ อาจารย์สอนดี ผมประทับใจกับการสอนของท่านมาก และอาจารย์ยังสอนวิชาเดียวกันนี้ที่ University of Melbourne ด้วยครับ

การอยู่ที่นี่ทุกอย่างค่อนข้างแพง ถ้าจะอยู่ได้อย่างมีความสุขต้องมีงานอดิเรก เช่น เล่นกีฬาหรือเข้ายิม  ไม่งั้นจะไม่ค่อยอยากที่จะออกไปไหนเพราะทุกอย่างแพง เรื่องที่พักผมเช่า 1bedroom apartment อาทิตย์ละ AU$315 ไม่รวมค่า น้ำ ไฟ อินเทอร์เน็ต ถ้าไม่ซีเรียสเรื่องเงินอยู่คนเดียวดีสุดครับ  เพราะจากประสบการณ์  อยู่กับคนอื่นหรือเพื่อน จะค่อนข้างมีปัญหาในเรื่องความสะอาด ค่าใช้จ่ายส่วนกลางในบ้าน ถ้างบน้อยเลือกอยู่ Share ได้ครับ อาทิตย์ละประมาณ AU$140 รวมหมดทุกอย่างถูกกว่าเยอะ แต่ต้องใช้ห้องน้ำรวมและอยู่ห้องเดียวกับคนอื่นครับซึ่งจะเหนื่อยและลำบากหน่อยสำหรับคนที่เรียนหนักหรือทำงานหนัก

การเดินทางที่นี่ค่อนข้างสะดวกสบายแต่ถ้าอยู่นานผมแนะนำให้ซื้อรถครับ เพราะน้ำมันไม่ค่อยแพงลิตรละประมาณ 26 บาท เบนซิน 91 ส่วนที่จอดรถแพงแค่ในเมือง รอบๆเมืองฟรีครับ รวมๆแล้วคุ้มค่ากับการลงทุนเพราะก่อนกลับก็ขายต่อครับ ส่วนมากแล้ว Public transport จะอ้อมและช้า ทำให้เราเสียเวลากับการนั่งและรอรถประจำทาง ซ้ำแล้วฝนตกบ่อยมากเดินทางลำบากครับ

ส่วนตัวผมมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนค่อนข้างสูง ประมาณ AU$2,000 ต่อเดือน แบ่งเป็นค่าเช่าที่พัก ค่าน้ำค่าไฟ ค่า internet รวมประมาณ AU$1,500 ต่อเดือน ค่าน้ำมันและค่าที่จอดรถในเมืองทุกครั้งที่ไปเรียน อาทิตย์ละ AU$70 ที่เหลือเป็นค่ากิน  ค่าฟิตเนส แล้วก็เที่ยวครับ แต่เพราะผมทำงาน part-time ด้วย ทำให้สามารถแบ่งเบาค่าใช้จ่ายต่อเดือนไปได้มาก มีเงินพอใช้จ่ายต่อเดือนค่อนข้างสบายครับ ผมแนะนำให้ทำงานกับร้านฝรั่งครับเพราะใช้งานไม่หนัก เน้นให้ใช้ความคิดมากกว่าแรงงานและจ่ายดี แต่ภาษาต้องค่อนข้างดีและกล้าแสดงออกครับ หางานได้ที่ seek.com.au เลยครับ ถ้ายังไม่ได้ภาษาอาจจะทำงานที่ร้านไทยไปก่อนครับ

อยู่ที่ออสเตรเลียถ้าจะประหยัดเรื่องกินที่สุดต้องทำอาหารกินที่บ้านเพราะร้านอาหารจะราคาแพงเกือบทุกร้าน แนะนำให้หัดทำกับข้าวหรือเลือกอาหารสดให้เป็นก่อนมานะครับ และเรื่องอากาศเป็นอะไรที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันอย่างมากโดยเฉพาะคนที่ใช้ Public transport คุณจะต้องดู Weather ใน App Iphone ทุกวัน ถ้าอยู่ที่นี่คุณต้องเดินบ่อยไม่เว้นแต่คนที่มีรถ เพราะที่จอดรถมักหายากทำให้ต้องจอดรถไกลกว่าตำแหน่งที่ต้องการไปเสมอโดยเฉพาะในเมือง อีกสิ่งหนึ่งที่คุณควรจะซื้อมาจากไทยคือร่มคุณภาพดีๆจากเพราะลมและฝนแรงมากร่มพังง่ายมากๆครับ

การมาเรียนที่ออสเตรเลียสิ่งที่ผมได้ไม่ใช้แค่ความรู้ในมหาวิทยาลัย แต่ออสเตรเลียได้สอนผมเรื่องการเอาตัวรอดตัวคนเดียว เรียนรู้การเข้าสังคมหลายรูปแบบหลายวัฒนธรรม การทำงานในสายงาน Hospitality และรูปแบบธุรกิจต่างๆ ที่สามารถนำไปใช้ในไทยได้หลังเรียนจบด้วยครับ

napat-rmit
napat-rmit

ณภัฏ ชินประพินพร (นะ)

กำลังศึกษา: Master of International Business, RMIT University

 

สำหรับผมแล้วประเทศออสเตรเลีย เป็นประเทศชั้นนำในด้านการศึกษา อีกทั้งมหาวิทยาลัยเป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก การเดินทางสะดวกสบาย และสามารถหางาน Part-time ทำได้ง่าย

โดยรวมแล้ว Melbourne เป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรือง มีวัฒนธรรมที่หลากหลาย ผู้คนนิสัยเป็นกันเอง ทางด้านการศึกษานับได้ว่าอันดับต้นๆของออสเตรเลีย และเป็นเมืองที่พูดได้ว่าน่าอยู่ที่สุดในออสเตรเลียจากการจัดอันดับเมืองที่น่าอยู่ มีร้านอาหารหลากหลายชาติและปิดดึกเกือบทุกร้าน แต่อากาศที่เมลเบิร์นแย่มากครับ ร้อนมากในเวลากลางวัน และหนาวมากในเวลากลางคืน ต้องปรับตัวครับ

ผมเลือกเรียนที่ RMIT University เพราะตั้งอยู่ในเมืองเมลเบิร์น เดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวกสบาย เทอมแรกที่เรียน  Master of International Business ผมได้เรียน Accounting Sustainability for Management ซึ่งเป็นวิชาที่น่าสนใจ อาจารย์สอนดี ผมประทับใจกับการสอนของท่านมาก และอาจารย์ยังสอนวิชาเดียวกันนี้ที่ University of Melbourne ด้วยครับ

การอยู่ที่นี่ทุกอย่างค่อนข้างแพง ถ้าจะอยู่ได้อย่างมีความสุขต้องมีงานอดิเรก เช่น เล่นกีฬาหรือเข้ายิม  ไม่งั้นจะไม่ค่อยอยากที่จะออกไปไหนเพราะทุกอย่างแพง เรื่องที่พักผมเช่า 1bedroom apartment อาทิตย์ละ AU$315 ไม่รวมค่า น้ำ ไฟ อินเทอร์เน็ต ถ้าไม่ซีเรียสเรื่องเงินอยู่คนเดียวดีสุดครับ  เพราะจากประสบการณ์  อยู่กับคนอื่นหรือเพื่อน จะค่อนข้างมีปัญหาในเรื่องความสะอาด ค่าใช้จ่ายส่วนกลางในบ้าน ถ้างบน้อยเลือกอยู่ Share ได้ครับ อาทิตย์ละประมาณ AU$140 รวมหมดทุกอย่างถูกกว่าเยอะ แต่ต้องใช้ห้องน้ำรวมและอยู่ห้องเดียวกับคนอื่นครับซึ่งจะเหนื่อยและลำบากหน่อยสำหรับคนที่เรียนหนักหรือทำงานหนัก

การเดินทางที่นี่ค่อนข้างสะดวกสบายแต่ถ้าอยู่นานผมแนะนำให้ซื้อรถครับ เพราะน้ำมันไม่ค่อยแพงลิตรละประมาณ 26 บาท เบนซิน 91 ส่วนที่จอดรถแพงแค่ในเมือง รอบๆเมืองฟรีครับ รวมๆแล้วคุ้มค่ากับการลงทุนเพราะก่อนกลับก็ขายต่อครับ ส่วนมากแล้ว Public transport จะอ้อมและช้า ทำให้เราเสียเวลากับการนั่งและรอรถประจำทาง ซ้ำแล้วฝนตกบ่อยมากเดินทางลำบากครับ

ส่วนตัวผมมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนค่อนข้างสูง ประมาณ AU$2,000 ต่อเดือน แบ่งเป็นค่าเช่าที่พัก ค่าน้ำค่าไฟ ค่า internet รวมประมาณ AU$1,500 ต่อเดือน ค่าน้ำมันและค่าที่จอดรถในเมืองทุกครั้งที่ไปเรียน อาทิตย์ละ AU$70 ที่เหลือเป็นค่ากิน  ค่าฟิตเนส แล้วก็เที่ยวครับ แต่เพราะผมทำงาน part-time ด้วย ทำให้สามารถแบ่งเบาค่าใช้จ่ายต่อเดือนไปได้มาก มีเงินพอใช้จ่ายต่อเดือนค่อนข้างสบายครับ ผมแนะนำให้ทำงานกับร้านฝรั่งครับเพราะใช้งานไม่หนัก เน้นให้ใช้ความคิดมากกว่าแรงงานและจ่ายดี แต่ภาษาต้องค่อนข้างดีและกล้าแสดงออกครับ หางานได้ที่ seek.com.au เลยครับ ถ้ายังไม่ได้ภาษาอาจจะทำงานที่ร้านไทยไปก่อนครับ

อยู่ที่ออสเตรเลียถ้าจะประหยัดเรื่องกินที่สุดต้องทำอาหารกินที่บ้านเพราะร้านอาหารจะราคาแพงเกือบทุกร้าน แนะนำให้หัดทำกับข้าวหรือเลือกอาหารสดให้เป็นก่อนมานะครับ และเรื่องอากาศเป็นอะไรที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันอย่างมากโดยเฉพาะคนที่ใช้ Public transport คุณจะต้องดู Weather ใน App Iphone ทุกวัน ถ้าอยู่ที่นี่คุณต้องเดินบ่อยไม่เว้นแต่คนที่มีรถ เพราะที่จอดรถมักหายากทำให้ต้องจอดรถไกลกว่าตำแหน่งที่ต้องการไปเสมอโดยเฉพาะในเมือง อีกสิ่งหนึ่งที่คุณควรจะซื้อมาจากไทยคือร่มคุณภาพดีๆจากเพราะลมและฝนแรงมากร่มพังง่ายมากๆครับ

การมาเรียนที่ออสเตรเลียสิ่งที่ผมได้ไม่ใช้แค่ความรู้ในมหาวิทยาลัย แต่ออสเตรเลียได้สอนผมเรื่องการเอาตัวรอดตัวคนเดียว เรียนรู้การเข้าสังคมหลายรูปแบบหลายวัฒนธรรม การทำงานในสายงาน Hospitality และรูปแบบธุรกิจต่างๆ ที่สามารถนำไปใช้ในไทยได้หลังเรียนจบด้วยครับ

วุฒิศักดิ์ ปฐมศาสตร์ (วุฒิ)
กำลังศึกษา: ปี 1 Doctor of Philosophy (Economics), The Australian National University
นักเรียนทุนจากก.พ.

เหตุผลหลักๆ ที่มาเรียนที่ Australian National University (ANU) เพราะอาจารย์ที่รักและเคารพแนะนำครับ ท่านจบจากที่นี่ ซึ่งดูๆไปก็คงเป็นเพราะโชคชะตาด้วยครับ เนื่องจากได้รับทุนที่ระบุให้ไปประเทศแถวยุโรป แต่ก็ติดข้อจำกัดมากมายของหลักสูตรปริญญาเอก จึงขอขยายขอบเขตประเทศเป็นออสเตรเลียเข้าไป อีกทั้ง Australian National University ยังเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงได้รับการจัดอันดับเป็นที่หนึ่งในประเทศออสเตรเลียอีกด้วย

สิ่งที่คาดหวังไว้ก่อนมาคือ การต้อนรับอย่างเป็นมิตร อากาศที่คงจะรับมือไหว อาหารที่จะถูกปากและมีให้เลือกมากพอ การเรียนที่น่าจะเอื้ออำนวยให้ไม่เครียดจนเกินไป มาแล้วก็ไม่ผิดหวังครับคนที่นี่ค่อนข้างเป็นมิตร ช่วยเหลือดีมาก ยินดีให้คำปรึกษา พี่ๆน้องๆ คนไทยก็ช่วยเหลือกันอย่างดีประทับใจมากครับ และควรศึกษาเรื่องสภาพอากาศ อาหาร การเดินทาง การติดต่อสื่อสาร (เบอร์มือถือ และอินเตอร์เน็ต) แหล่งซื้อขายของกินของใช้ แนะนำให้สอบถามจากคนไทยที่อยู่ที่นั่นจะดีที่สุด ค่าใช้จ่ายหอพักในมหาวิทยาลัยประมาณ AU$800 – AU$1,300 ต่อเดือนขึ้นกับประเภทห้อง หากอยู่ไกลมหาวิทยาลัยก็จะถูกแต่ต้องมีค่าเดินทาง อาจไม่สะดวกถ้ากลับดึก หรือต้องไปเรียนวันหยุด เพราะรถจะมีน้อยและหยุดให้บริการไวกว่าวันธรรมดา การหาข้อมูลบ้านก็จะหาจากในเว็บหลักของมหาวิทยาลัย และ facebook ที่มีการประกาศห้องว่างอยู่มากมายให้เลือก ส่วนเรื่องอาหารจานเดียวจะประมาณ AU$10 – AU$20 แนะนำให้ซื้อแล้วแบ่งกินได้หลายมื้อ และหุงข้าวทานเองจะช่วยประหยัดได้มาก

การหางานใน Canberra นั้นไม่ยาก เพราะที่นี่เปิดโอกาสให้นักเรียนทำงานพิเศษได้แต่ต้องไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อ 2 สัปดาห์ งานตามร้านอาหารไทย ร้านนวดมีการจ้างงานเด็กไทยอยู่ตลอด ค่าจ้างก็อยู่ประมาณ ชั่วโมงละ AU$15 ขึ้นไป

มาอยู่ที่นี่ได้ฝึกฝนการใช้ชีวิตด้วยตนเอง และการจัดการบริหารเวลา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่อยู่ในหลักสูตรแต่เป็นบทเรียนที่ท้าทายค่อนข้างมาก การเตรียมตัวด้านความรู้ และตำราที่เกี่ยวข้องควรนำติดไปด้วยจะช่วยได้มาก หากมีโอกาสมาเรียนภาษาที่นี่ก่อนเริ่มเรียน PhD ก็จะช่วยให้ปรับตัวกับการเรียนที่นี่ได้ดียิ่งขึ้น การเรียนปริญญาเอกอาจต้องใช้ความอดทนและความพยายามที่มากกว่าปกติ ควรศึกษาเงื่อนไขหลักสูตรเพราะปริญญาเอกที่นี่มีทั้งแบบเข้าห้องเรียนเก็บหน่วยกิตก่อนการทำวิทยานิพนธ์ และการจัดทำวิทยานิพนธ์เลยครับ

wut-anu
wut-anu

วุฒิศักดิ์ ปฐมศาสตร์ (วุฒิ)
กำลังศึกษา: ปี 1 Doctor of Philosophy (Economics), The Australian National University
นักเรียนทุนจากก.พ.

เหตุผลหลักๆ ที่มาเรียนที่ Australian National University (ANU) เพราะอาจารย์ที่รักและเคารพแนะนำครับ ท่านจบจากที่นี่ ซึ่งดูๆไปก็คงเป็นเพราะโชคชะตาด้วยครับ เนื่องจากได้รับทุนที่ระบุให้ไปประเทศแถวยุโรป แต่ก็ติดข้อจำกัดมากมายของหลักสูตรปริญญาเอก จึงขอขยายขอบเขตประเทศเป็นออสเตรเลียเข้าไป อีกทั้ง Australian National University ยังเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงได้รับการจัดอันดับเป็นที่หนึ่งในประเทศออสเตรเลียอีกด้วย

สิ่งที่คาดหวังไว้ก่อนมาคือ การต้อนรับอย่างเป็นมิตร อากาศที่คงจะรับมือไหว อาหารที่จะถูกปากและมีให้เลือกมากพอ การเรียนที่น่าจะเอื้ออำนวยให้ไม่เครียดจนเกินไป มาแล้วก็ไม่ผิดหวังครับคนที่นี่ค่อนข้างเป็นมิตร ช่วยเหลือดีมาก ยินดีให้คำปรึกษา พี่ๆน้องๆ คนไทยก็ช่วยเหลือกันอย่างดีประทับใจมากครับ และควรศึกษาเรื่องสภาพอากาศ อาหาร การเดินทาง การติดต่อสื่อสาร (เบอร์มือถือ และอินเตอร์เน็ต) แหล่งซื้อขายของกินของใช้ แนะนำให้สอบถามจากคนไทยที่อยู่ที่นั่นจะดีที่สุด ค่าใช้จ่ายหอพักในมหาวิทยาลัยประมาณ AU$800 – AU$1,300 ต่อเดือนขึ้นกับประเภทห้อง หากอยู่ไกลมหาวิทยาลัยก็จะถูกแต่ต้องมีค่าเดินทาง อาจไม่สะดวกถ้ากลับดึก หรือต้องไปเรียนวันหยุด เพราะรถจะมีน้อยและหยุดให้บริการไวกว่าวันธรรมดา การหาข้อมูลบ้านก็จะหาจากในเว็บหลักของมหาวิทยาลัย และ facebook ที่มีการประกาศห้องว่างอยู่มากมายให้เลือก ส่วนเรื่องอาหารจานเดียวจะประมาณ AU$10 – AU$20 แนะนำให้ซื้อแล้วแบ่งกินได้หลายมื้อ และหุงข้าวทานเองจะช่วยประหยัดได้มาก

การหางานใน Canberra นั้นไม่ยาก เพราะที่นี่เปิดโอกาสให้นักเรียนทำงานพิเศษได้แต่ต้องไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อ 2 สัปดาห์ งานตามร้านอาหารไทย ร้านนวดมีการจ้างงานเด็กไทยอยู่ตลอด ค่าจ้างก็อยู่ประมาณ ชั่วโมงละ AU$15 ขึ้นไป

มาอยู่ที่นี่ได้ฝึกฝนการใช้ชีวิตด้วยตนเอง และการจัดการบริหารเวลา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่อยู่ในหลักสูตรแต่เป็นบทเรียนที่ท้าทายค่อนข้างมาก การเตรียมตัวด้านความรู้ และตำราที่เกี่ยวข้องควรนำติดไปด้วยจะช่วยได้มาก หากมีโอกาสมาเรียนภาษาที่นี่ก่อนเริ่มเรียน PhD ก็จะช่วยให้ปรับตัวกับการเรียนที่นี่ได้ดียิ่งขึ้น การเรียนปริญญาเอกอาจต้องใช้ความอดทนและความพยายามที่มากกว่าปกติ ควรศึกษาเงื่อนไขหลักสูตรเพราะปริญญาเอกที่นี่มีทั้งแบบเข้าห้องเรียนเก็บหน่วยกิตก่อนการทำวิทยานิพนธ์ และการจัดทำวิทยานิพนธ์เลยครับ

ชานน อารยสมบูรณ์ (หนุ่ย)
กำลังเรียน: English Language Program, Macquarie University English Language Centre และจะเข้าเรียน Master of Commerce in Finance, Macquarie University ในเดือนกุมภาพันธ์ 2017

ผมเลือกออสเตรเลียเพราะอยู่ไม่ห่างจากเมืองไทยมากนัก เวลาต่างกันประมาณ 3-4 ชั่วโมง สะดวกต่อการติดต่อกับที่บ้านและการเดินทางไปมาหาสู่กัน และเป็นประเทศที่ “การศึกษา” ถูกจัดอันดับว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ค่าครองชีพถูกกว่าอเมริกาและอังกฤษ

Sydney ถือว่าเป็นเมืองใหญ่ที่ถูกจัดอันดับว่าน่าอยู่แห่งหนึ่งของโลก มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ อากาศดี ตลอดทั้งปี และพี่สาวเคยมาศึกษาต่อที่เมืองนี้คอนเฟิร์มว่าดี แม้ Macquarie University World Ranking ถือว่าไม่สูงมาก แต่จากการสอบถามคน local และข้อมูลทาง Internet คณะ Business ที่ Macquarie University ถือว่าได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ประกอบกับทางมหาวิทยาลัยมี Scholarship ให้ ผมได้รับสองทุน 2017 Macquarie University ASEAN Scholarship และ Vice-Chancellor’s International Scholarship รวมมูลค่า AU$12,500 ซึ่งสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ส่วนหนึ่งเลยทีเดียว และบรรยากาศของ Macquarie University น่าเรียนมากครับ

มาอยู่ที่นี่ต้องจัดการเองทุกอย่างต้องวางแผนเกี่ยวกับการบริหารเงิน รายรับและรายจ่ายเค้าคิดกันเป็นรายสัปดาห์ (weekly basis) และการบริหารเวลา (Time management) ซึ่งถือว่าสำคัญมาก เพราะเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ต้องวางแผนดีๆ แต่ก็สนุกกับการเรียนรู้ประสบการณ์แปลกใหม่ เช่น อาหาร เพื่อน วัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งวิถีชีวิตของคนออสเตรเลียที่แตกต่างกับคนไทยมาก

ค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อสัปดาห์อยู่ประมาณ AU$350$-400$ /week อาหารส่วนหนึ่งได้มาจากร้านที่ทำ part time ส่วนวันที่ไม่ได้ทำงานจะทำอาหารกินเอง ซึ่งตรงนี้สามารถลดค่ากินอยู่ได้มาก เพราะถ้าซื้อกินราคาค่อนข้างสูง ปัจจุบันพักอยู่แถว Chatswood ซึ่งเป็นเมืองที่เจริญที่สุดทางฝั่งเหนือของ Sydney ค่าเช่าบ้านตกสัปดาห์ละ AU$190 เป็นห้องนอนเดี่ยว แต่ share ห้องน้ำกับครอบครัวเจ้าของบ้าน ที่พักหาเองจากเวป gumtree.com.au

การทำงาน ปัจจุบันเป็นเด็กเสริฟ ค่าแรงตกชั่วโมงละ AU$17-18 รวม tips ทำประมาณ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ก็ พอกับค่ากินอยู่พอดี งานโดยรวมหาไม่ยากครับ ถ้าตั้งใจหาจริงๆ และไม่เลือกงาน งานหาจาก website ต่างๆ natui.com; gumtree.com; seek.com.au และ connection จากเพื่อนที่โรงเรียนและเพื่อนร่วมงาน

ความประทับใจในออสเตรเลีย คงเป็นเรื่อง Multi Culture อยู่ที่นี่สามารถเจอคนจากหลากหลายเชื้อชาติ คนที่นี่โดยรวมค่อนข้าง friendly อากาศดีมาก ไร้มลพิษ โรคประจำตัวอย่างภูมิแพ้หายเป็นปลิดทิ้ง ส่วนเรื่องเรียนค่อนข้องประทับใจกับอาจารย์ เพราะอาจารย์ฝรั่ง welcome ที่จะตอบปัญหา หรือ ให้คำแนะนำเราตลอดเวลา เราจะต้องเป็นคน active เข้าไปหาอาจารย์เอง ก่อนมาแนะนำให้เตรียมสภาพจิตใจและร่างกายมาให้พร้อม เพราะการมาอยู่ต่างถิ่นมันไม่เหมือนกับอยู่บ้านเรา ส่วนเรื่องภาษา ช่วงแรกๆคงต้องปรับตัวนิดนึง เพราะ สำเนียง Aussie ฟังค่อนข้างยากครับ

nui-mq
nui-mq

ชานน อารยสมบูรณ์ (หนุ่ย)
กำลังเรียน: English Language Program, Macquarie University English Language Centre และจะเข้าเรียน Master of Commerce in Finance, Macquarie University ในเดือนกุมภาพันธ์ 2017

ผมเลือกออสเตรเลียเพราะอยู่ไม่ห่างจากเมืองไทยมากนัก เวลาต่างกันประมาณ 3-4 ชั่วโมง สะดวกต่อการติดต่อกับที่บ้านและการเดินทางไปมาหาสู่กัน และเป็นประเทศที่ “การศึกษา” ถูกจัดอันดับว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ค่าครองชีพถูกกว่าอเมริกาและอังกฤษ

Sydney ถือว่าเป็นเมืองใหญ่ที่ถูกจัดอันดับว่าน่าอยู่แห่งหนึ่งของโลก มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ อากาศดี ตลอดทั้งปี และพี่สาวเคยมาศึกษาต่อที่เมืองนี้คอนเฟิร์มว่าดี แม้ Macquarie University World Ranking ถือว่าไม่สูงมาก แต่จากการสอบถามคน local และข้อมูลทาง Internet คณะ Business ที่ Macquarie University ถือว่าได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ประกอบกับทางมหาวิทยาลัยมี Scholarship ให้ ผมได้รับสองทุน 2017 Macquarie University ASEAN Scholarship และ Vice-Chancellor’s International Scholarship รวมมูลค่า AU$12,500 ซึ่งสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ส่วนหนึ่งเลยทีเดียว และบรรยากาศของ Macquarie University น่าเรียนมากครับ

มาอยู่ที่นี่ต้องจัดการเองทุกอย่างต้องวางแผนเกี่ยวกับการบริหารเงิน รายรับและรายจ่ายเค้าคิดกันเป็นรายสัปดาห์ (weekly basis) และการบริหารเวลา (Time management) ซึ่งถือว่าสำคัญมาก เพราะเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ต้องวางแผนดีๆ แต่ก็สนุกกับการเรียนรู้ประสบการณ์แปลกใหม่ เช่น อาหาร เพื่อน วัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งวิถีชีวิตของคนออสเตรเลียที่แตกต่างกับคนไทยมาก

ค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อสัปดาห์อยู่ประมาณ AU$350$-400$ /week อาหารส่วนหนึ่งได้มาจากร้านที่ทำ part time ส่วนวันที่ไม่ได้ทำงานจะทำอาหารกินเอง ซึ่งตรงนี้สามารถลดค่ากินอยู่ได้มาก เพราะถ้าซื้อกินราคาค่อนข้างสูง ปัจจุบันพักอยู่แถว Chatswood ซึ่งเป็นเมืองที่เจริญที่สุดทางฝั่งเหนือของ Sydney ค่าเช่าบ้านตกสัปดาห์ละ AU$190 เป็นห้องนอนเดี่ยว แต่ share ห้องน้ำกับครอบครัวเจ้าของบ้าน ที่พักหาเองจากเวป gumtree.com.au

การทำงาน ปัจจุบันเป็นเด็กเสริฟ ค่าแรงตกชั่วโมงละ AU$17-18 รวม tips ทำประมาณ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ก็ พอกับค่ากินอยู่พอดี งานโดยรวมหาไม่ยากครับ ถ้าตั้งใจหาจริงๆ และไม่เลือกงาน งานหาจาก website ต่างๆ natui.com; gumtree.com; seek.com.au และ connection จากเพื่อนที่โรงเรียนและเพื่อนร่วมงาน

ความประทับใจในออสเตรเลีย คงเป็นเรื่อง Multi Culture อยู่ที่นี่สามารถเจอคนจากหลากหลายเชื้อชาติ คนที่นี่โดยรวมค่อนข้าง friendly อากาศดีมาก ไร้มลพิษ โรคประจำตัวอย่างภูมิแพ้หายเป็นปลิดทิ้ง ส่วนเรื่องเรียนค่อนข้องประทับใจกับอาจารย์ เพราะอาจารย์ฝรั่ง welcome ที่จะตอบปัญหา หรือ ให้คำแนะนำเราตลอดเวลา เราจะต้องเป็นคน active เข้าไปหาอาจารย์เอง ก่อนมาแนะนำให้เตรียมสภาพจิตใจและร่างกายมาให้พร้อม เพราะการมาอยู่ต่างถิ่นมันไม่เหมือนกับอยู่บ้านเรา ส่วนเรื่องภาษา ช่วงแรกๆคงต้องปรับตัวนิดนึง เพราะ สำเนียง Aussie ฟังค่อนข้างยากครับ

สุวิชญา สุวรรณวิมลกุล (แก็บ)

 

กำลังศึกษา: ชั้นปีที่ 2 – Doctor of Philosophy (Computer Sciences), University of Adelaide และได้รับทุนการศึกษา Biomedical & Radio Frequency Identification Scholarship & Full Fee Scholarship จาก University of Adelaide

 

 

ปัจจัยในการเลือกสถานที่เรียนของแก็บต่างออกไปจากคนอื่นๆ ค่ะ เพราะว่าการไปเรียนปริญญาเอกส่วนใหญ่เน้นที่การทำวิจัย ตอนแก็บสมัครเรียนเลยเอาเรื่องทุนวิจัยและอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นตัวตั้งค่ะ   ออสเตรเลียเป็นประเทศที่เรียกว่ากำลังเติบโตในด้านงานวิจัย ดังนั้นจึงมีการให้ทุนแบบไม่ผูกมัดเยอะ ทั้งจากทางรัฐบบาลออสเตรเลียและจากทางมหาวิทยาลัย และจากอาจารย์ที่ปรึกษาในกลุ่มนักวิจัยที่ผลิตงานในสาย Computer Science และที่นี่มีงานวิจัยทางด้านนี้เยอะพอสมควร ประเทศออสเตรเลียจึงเป็นตัวเลือกหลักค่ะ

 

ก่อนการตัดสินใจเลือกมหาวิทยาลัยและอีเมล์ไปคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา แนะนำให้เช็คเรื่อง (1)  การใช้ชีวิตนักศึกษา ลองหาเวลาคุยติดต่อกับคนที่ยังเรียนอยู่ หรือคนที่จบจากที่นั่นก่อนค่ะ ว่าอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นอย่างไรในแง่ของความเป็นอาจารย์ และนักเรียนที่นั่นใช้ชีวิตอย่างไร เพราะไสตล์ของอาจารย์ที่ปรึกษาแต่ละคนมีแนวทางการทำงานไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ถามจากคนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับอาจารย์ที่เราคิดว่าอยากจะเลือกให้เป็นที่ปรึกษาของเรา เพราะในความเป็นจริงไม่มีอะไรถูกใจเรา 100% หรอกค่ะ ส่วนใหญ่การได้อาจารย์ที่ปรึกษาที่มีตำแหน่งสูงและมีชื่อเสียงมากในสายงานวิจัยที่เราสนใจจะไม่ค่อยว่าง

 

(2) วันหยุด คนที่ออสเตรเลียเวลาหยุด เค้าจะหยุดกันจริงจังมาก  เวลาทำงานก็ทำกันเต็มเวลา มหาวิทยาลัยจะไม่มีคนเลยช่างปลายเดือนธันวาคมถึงมกราคม  วันเสาร์-อาทิตย์คนออสเตรเลียเค้าหยุดไปเที่ยวกันค่ะ แต่ที่ห้องแล็บมีคนต่างชาติเยอะแก็บเลยมักจะเจอเพื่อนนั่งทำงานกันวันเสาร์-อาทิตย์

 

(3) Facility ของมหาลัย  โดยเฉพาะคนที่เรียนสายที่ต้องพึ่งพา License ของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ค่ะ เพราะถ้ามหาวิทยาลัยไม่มี License ของโปรแกรมคอมพิวเตอร์บางโปรแกรม นักศึกษาอาจต้องหาใช้โปรแกรมที่ไม่ติด  License ค่ะ ซึ่งอาจไม่สะดวกก็เป็นได้

 

 

การทำงานวิจัยไม่จำเป็นต้องไปทำที่มหาวิทยาลัยเสมอไป การปรับตัวให้เหมาะสมกับความเป็นอยู่ที่ Adelaide จึงเป็นสิ่งสำคัญ แก็บพอทราบก่อนไปอยู่เเล้วว่าการเรียนปริญญาเอก คือตัวเราเป็นหลัก และรู้ว่าต้องพึ่งตัวเองเยอะ กลัวเหงา คิดว่า Adelaide จะมีคนไทยเยอะอย่างน้อยจะเจอเพื่อนคนไทยสักคนที่เรียนสาขาเดียวกัน แต่ความจริงคือไม่มีเลยค่ะ เป็นคนไทยคนเดียว ตอนมาใหม่ๆ เหงาปากมาก นอกมหาวิทยาลัยคนไทยก็ยังน้อยมาก

 

แต่ความเหงาของแก็บถูกทะลายลง ด้วยสิ่งที่ประทับใจมากๆ ซึ่งก็คือ คนค่ะ คนที่นี่ Friendly มาก ความรู้สึกเหงาหายไปพอได้ลองเปิดและปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนๆ หรือคนรอบๆตัวเราที่นี่  แก็บรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นค่ะ แม้กระทั่งเวลาไปซื้อของ คนขายของบ้านเราส่วนใหญ่จะแทบไม่ได้พูดกับลูกค้าเลย แต่คนที่นี่ไม่เป็นอย่างนั้นค่ะ เค้าจะชอบถามสุขทุกข์ของเราด้วยคำถาม How are you ? เป็นคำถามที่สั้น  ไม่ว่าจะตอบสั้นๆแบบขอไปที เค้าก็ไม่รังเกลียดค่ะ แต่ที่น่าสนใจคือคนที่นี่เค้ากลับสนุกกับเรามากกว่า ถ้าจะตอบกันยาวๆ หลายครั้งที่เจอ บางคนที่เค้ากำลังเครียดมากๆ เค้าก็จะเล่าออกมาเป็นเรื่อง และการเล่านี่แหละที่ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความเห็น หลายๆครั้งมันช่วยแก้ปัญหาได้ค่ะ พลังของคำถามง่ายๆ  How are you  มันแสดงให้เห็นถึงความเป็นมิตรจากใจจริง ว่าฉันพร้อมจะรับรู้ถึงความเป็นอยู่ของเธอ มันทำให้แก็บรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่หายไปในหลายๆสังคมของเรา

 

 

ค่าครองชีพ ที่นี่สูงกว่ากรุงเทพประมาณ 3-4 เท่า คือ ค่าอาหารอย่างต่ำประมาณ 8-10 เหรียญ ถ้าทำเองจะเหลือ  3-4 เหรียญค่ะ และค่าเช่าบ้านถ้าพักอยู่คนเดียวจะค่อนข้างแพง ตกประมาณ AU$300-400 เหรียญต่อสัปดาห์ แต่ถ้าอยากหาค่าเช่าบ้านที่ถูกลง แนะนำให้หาเพื่อนมาหารค่าเช่าบ้าน ก็จะลดเหลือ AU$100-200 เหรียญต่อสัปดาห์  ตอนนี้แก็บพักอยู่หอนักศึกษา ตกอาทิตย์ละ AU$357 เหรียญ เป็นห้องเดี่ยวมีห้องน้ำในตัว และมีอาหารบริการทุกเย็น จันทร์ถึงศุกร์ค่ะ แต่วางแผนว่าจะย้ายออกปีหน้าเพราะหาที่พักราคาประหยัดกว่านี้ได้แล้ว ขอแนะนำให้เช็คจากเวปไซต์มหาวิทยาลัยนี้ค่ะ

http://www.international.adelaide.edu.au/choosing/cost/

 

 

เรื่องการเดินทาง ดูดีๆ ค่ะว่า เรามีตัวเลือกในการคมนาคม ขนาดไหน อย่างเมืองที่แก็บอยู่ ไม่ค่อยมีมอเตอร์ไซท์ รถเมล์เค้าปลอดภัยมาก แต่มาทุก 20 นาที พอๆ กับ Tram หรือรถรางนั้นเอง เมืองที่แก็บอยู่ไม่มีรถไฟฟ้าแบบด่วน มีแต่รถชมเมือง ฉะนั้นเวลาไปไหนจะปั่นจักรยานหรือเดินเป็นหลักเพราะทันใจกว่า การขี่จักรยานเป็นเรื่องง่ายและปลอดภัยค่ะ

 

ห้าง ร้านค้าและตลาด ที่นี่ปิดเร็ว ในวันธรรมดาส่วนใหญ่ 5 โมงเย็นก็ปิดกันเกือบหมดแล้วค่ะ ส่วนวันหยุด ห้างปิดกันหมด (ตอนมาใหม่ๆ เจอวัน Anzac day เข้าไป ไม่มีใครบอกค่ะ ว่าเค้าปิดกันหมด เลยอดกินข้าวไปเลย 1 วัน) มีเฉพาะวันศุกร์เท่านั้นที่ทุกๆ ร้านค้าจะพร้อมใจกันปิดตอน 3 ทุ่ม ทุกเสาร์-อาทิตย์จะปิดสี่โมงเย็น

 

การเที่ยว เมืองนี้เป็นเมืองที่ล้อมรอบด้วยทะเลและภูเขา   เป็นเมืองที่เหมาะกับการมาพักร้อนมากๆ คือ ขับรถออกจากตัวเมืองไปด้านตะวันออก  20 นาที จะเจอชายหาดค่ะ เป็นหาดที่ขาวสะอาด เล่นน้ำได้ หรืออีกตัวเลือกคือขับรถออกจากตัวเมืองไปด้านเหนือ 20 นาที ก็เจอภูเขา หลายๆ ภูเขาเราสามารถไปเดินเล่น หรือจะไปชิมไวน์ก็มีที่ให้ชิมไวน์เยอะ ทั้งแบบฟรีและมีค่าใช้จ่าย ถ้าขี้เกลียดขับรถ ในตัวเมืองก็มีสวนเยอะ อย่างสวน Botanic Garden เนี่ยอยู่ติดมหาวิทยาลัยเลย สามารถเดินไปพักใจพักกายได้ อีกอย่างคือมหาวิทยาลัยอยู่ใกล้กับบริเวณห้างเลยค่ะ หรือที่นี่เรียกว่า Runddle street  ให้อารมณ์คล้ายๆ แถวจุฬา

 

การหางานทำ เนื่องจากแก็บได้ทุนที่ให้เงินเดือน เลยไม่ได้ลองหางานด้วยตัวเอง แต่เคยถามเพื่อนๆที่นี่ค่ะ ถ้าทำงานนอกมหาวิทยาลัยเช่น เสริฟอาหาร ค่าจ้างจะอยู่ที่ 17-30 เหรียญ ต่อชม. ค่ะ ส่วนงานในมหาวิทยาลัยจะได้ค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 40 เหรียญ ต่อชม. งานในมหาวิทยาลัย จะเป็นพวกตรวจข้อสอบ คุมสอบ คุมห้องปฏิบัติการ เป็นผู้ช่วยสอน ค่ะ

 

 

การได้มาเรียนที่นี่ มีการปรับตัวพอสมควร แต่ชีวิตสนุกค่ะ เพราะได้ Challenge กับตัวเองในหลายๆ อย่าง  สิ่งที่ได้เรียนรู้คือการได้รู้จักตัวเองค่ะ ว่าเราควรจัดการชีวิตตัวเองอย่างไร และจัดการกับภาระในมหาวิทยาลัยอย่างไร  ต้องทำอาหาร ซักผ้า ทำความสะอาดห้อง  และซื้อของเข้าบ้าน การฝึกจัดสรรเวลาเป็นเรื่องที่ได้เรียนรู้มากที่สุดก็ว่าได้  หลักๆ แก็บจะมีหนึ่งวันในสัปดาห์ที่เอาไว้ทำงานบ้านค่ะ

 

อีกเรื่องคือ ภาษาเป็นสิ่งที่สำคัญมากค่ะ การสื่อสารเกิดขี้นได้ตลอดเวลา ควรเตรียมความพร้อมด้านภาษามาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ  ตอนก่อนมาคิดว่า ภาษาอังกฤษก็คือภาษาอังกฤษ ที่ไม่คิดคือ Accent คนที่นี่มี Accent ที่เหมือนคนอังกฤษและพูดเร็วมาก เพื่อนพูดอะไรมาแก็บก็งงๆ ไม่ชินสำเนียง อาจเป็นเพราะตอนก่อนมาแก็บเน้นไปที่ American English มากกว่า แต่ตอนนี้ดีขึ้นเยอะแล้ว เริ่มเข้าใจว่าที่เพื่อนรัวมา มันรัวอะไรมา อีกเรื่องที่อยากให้เตรียมคือ การลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ควรเตรียมมาให้พร้อมเพราะส่วนใหญ่เราต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเองค่ะ

gap-uoa
gap-uoa

สุวิชญา สุวรรณวิมลกุล (แก็บ)

 

กำลังศึกษา: ชั้นปีที่ 2 – Doctor of Philosophy (Computer Sciences), University of Adelaide และได้รับทุนการศึกษา Biomedical & Radio Frequency Identification Scholarship & Full Fee Scholarship จาก University of Adelaide

 

 

ปัจจัยในการเลือกสถานที่เรียนของแก็บต่างออกไปจากคนอื่นๆ ค่ะ เพราะว่าการไปเรียนปริญญาเอกส่วนใหญ่เน้นที่การทำวิจัย ตอนแก็บสมัครเรียนเลยเอาเรื่องทุนวิจัยและอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นตัวตั้งค่ะ   ออสเตรเลียเป็นประเทศที่เรียกว่ากำลังเติบโตในด้านงานวิจัย ดังนั้นจึงมีการให้ทุนแบบไม่ผูกมัดเยอะ ทั้งจากทางรัฐบบาลออสเตรเลียและจากทางมหาวิทยาลัย และจากอาจารย์ที่ปรึกษาในกลุ่มนักวิจัยที่ผลิตงานในสาย Computer Science และที่นี่มีงานวิจัยทางด้านนี้เยอะพอสมควร ประเทศออสเตรเลียจึงเป็นตัวเลือกหลักค่ะ

 

ก่อนการตัดสินใจเลือกมหาวิทยาลัยและอีเมล์ไปคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา แนะนำให้เช็คเรื่อง (1)  การใช้ชีวิตนักศึกษา ลองหาเวลาคุยติดต่อกับคนที่ยังเรียนอยู่ หรือคนที่จบจากที่นั่นก่อนค่ะ ว่าอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นอย่างไรในแง่ของความเป็นอาจารย์ และนักเรียนที่นั่นใช้ชีวิตอย่างไร เพราะไสตล์ของอาจารย์ที่ปรึกษาแต่ละคนมีแนวทางการทำงานไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ถามจากคนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับอาจารย์ที่เราคิดว่าอยากจะเลือกให้เป็นที่ปรึกษาของเรา เพราะในความเป็นจริงไม่มีอะไรถูกใจเรา 100% หรอกค่ะ ส่วนใหญ่การได้อาจารย์ที่ปรึกษาที่มีตำแหน่งสูงและมีชื่อเสียงมากในสายงานวิจัยที่เราสนใจจะไม่ค่อยว่าง

 

(2) วันหยุด คนที่ออสเตรเลียเวลาหยุด เค้าจะหยุดกันจริงจังมาก  เวลาทำงานก็ทำกันเต็มเวลา มหาวิทยาลัยจะไม่มีคนเลยช่างปลายเดือนธันวาคมถึงมกราคม  วันเสาร์-อาทิตย์คนออสเตรเลียเค้าหยุดไปเที่ยวกันค่ะ แต่ที่ห้องแล็บมีคนต่างชาติเยอะแก็บเลยมักจะเจอเพื่อนนั่งทำงานกันวันเสาร์-อาทิตย์

 

(3) Facility ของมหาลัย  โดยเฉพาะคนที่เรียนสายที่ต้องพึ่งพา License ของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ค่ะ เพราะถ้ามหาวิทยาลัยไม่มี License ของโปรแกรมคอมพิวเตอร์บางโปรแกรม นักศึกษาอาจต้องหาใช้โปรแกรมที่ไม่ติด  License ค่ะ ซึ่งอาจไม่สะดวกก็เป็นได้

 

 

การทำงานวิจัยไม่จำเป็นต้องไปทำที่มหาวิทยาลัยเสมอไป การปรับตัวให้เหมาะสมกับความเป็นอยู่ที่ Adelaide จึงเป็นสิ่งสำคัญ แก็บพอทราบก่อนไปอยู่เเล้วว่าการเรียนปริญญาเอก คือตัวเราเป็นหลัก และรู้ว่าต้องพึ่งตัวเองเยอะ กลัวเหงา คิดว่า Adelaide จะมีคนไทยเยอะอย่างน้อยจะเจอเพื่อนคนไทยสักคนที่เรียนสาขาเดียวกัน แต่ความจริงคือไม่มีเลยค่ะ เป็นคนไทยคนเดียว ตอนมาใหม่ๆ เหงาปากมาก นอกมหาวิทยาลัยคนไทยก็ยังน้อยมาก

 

แต่ความเหงาของแก็บถูกทะลายลง ด้วยสิ่งที่ประทับใจมากๆ ซึ่งก็คือ คนค่ะ คนที่นี่ Friendly มาก ความรู้สึกเหงาหายไปพอได้ลองเปิดและปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนๆ หรือคนรอบๆตัวเราที่นี่  แก็บรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นค่ะ แม้กระทั่งเวลาไปซื้อของ คนขายของบ้านเราส่วนใหญ่จะแทบไม่ได้พูดกับลูกค้าเลย แต่คนที่นี่ไม่เป็นอย่างนั้นค่ะ เค้าจะชอบถามสุขทุกข์ของเราด้วยคำถาม How are you ? เป็นคำถามที่สั้น  ไม่ว่าจะตอบสั้นๆแบบขอไปที เค้าก็ไม่รังเกลียดค่ะ แต่ที่น่าสนใจคือคนที่นี่เค้ากลับสนุกกับเรามากกว่า ถ้าจะตอบกันยาวๆ หลายครั้งที่เจอ บางคนที่เค้ากำลังเครียดมากๆ เค้าก็จะเล่าออกมาเป็นเรื่อง และการเล่านี่แหละที่ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความเห็น หลายๆครั้งมันช่วยแก้ปัญหาได้ค่ะ พลังของคำถามง่ายๆ  How are you  มันแสดงให้เห็นถึงความเป็นมิตรจากใจจริง ว่าฉันพร้อมจะรับรู้ถึงความเป็นอยู่ของเธอ มันทำให้แก็บรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่หายไปในหลายๆสังคมของเรา

 

 

ค่าครองชีพ ที่นี่สูงกว่ากรุงเทพประมาณ 3-4 เท่า คือ ค่าอาหารอย่างต่ำประมาณ 8-10 เหรียญ ถ้าทำเองจะเหลือ  3-4 เหรียญค่ะ และค่าเช่าบ้านถ้าพักอยู่คนเดียวจะค่อนข้างแพง ตกประมาณ AU$300-400 เหรียญต่อสัปดาห์ แต่ถ้าอยากหาค่าเช่าบ้านที่ถูกลง แนะนำให้หาเพื่อนมาหารค่าเช่าบ้าน ก็จะลดเหลือ AU$100-200 เหรียญต่อสัปดาห์  ตอนนี้แก็บพักอยู่หอนักศึกษา ตกอาทิตย์ละ AU$357 เหรียญ เป็นห้องเดี่ยวมีห้องน้ำในตัว และมีอาหารบริการทุกเย็น จันทร์ถึงศุกร์ค่ะ แต่วางแผนว่าจะย้ายออกปีหน้าเพราะหาที่พักราคาประหยัดกว่านี้ได้แล้ว ขอแนะนำให้เช็คจากเวปไซต์มหาวิทยาลัยนี้ค่ะ

http://www.international.adelaide.edu.au/choosing/cost/

 

 

เรื่องการเดินทาง ดูดีๆ ค่ะว่า เรามีตัวเลือกในการคมนาคม ขนาดไหน อย่างเมืองที่แก็บอยู่ ไม่ค่อยมีมอเตอร์ไซท์ รถเมล์เค้าปลอดภัยมาก แต่มาทุก 20 นาที พอๆ กับ Tram หรือรถรางนั้นเอง เมืองที่แก็บอยู่ไม่มีรถไฟฟ้าแบบด่วน มีแต่รถชมเมือง ฉะนั้นเวลาไปไหนจะปั่นจักรยานหรือเดินเป็นหลักเพราะทันใจกว่า การขี่จักรยานเป็นเรื่องง่ายและปลอดภัยค่ะ

 

ห้าง ร้านค้าและตลาด ที่นี่ปิดเร็ว ในวันธรรมดาส่วนใหญ่ 5 โมงเย็นก็ปิดกันเกือบหมดแล้วค่ะ ส่วนวันหยุด ห้างปิดกันหมด (ตอนมาใหม่ๆ เจอวัน Anzac day เข้าไป ไม่มีใครบอกค่ะ ว่าเค้าปิดกันหมด เลยอดกินข้าวไปเลย 1 วัน) มีเฉพาะวันศุกร์เท่านั้นที่ทุกๆ ร้านค้าจะพร้อมใจกันปิดตอน 3 ทุ่ม ทุกเสาร์-อาทิตย์จะปิดสี่โมงเย็น

 

การเที่ยว เมืองนี้เป็นเมืองที่ล้อมรอบด้วยทะเลและภูเขา   เป็นเมืองที่เหมาะกับการมาพักร้อนมากๆ คือ ขับรถออกจากตัวเมืองไปด้านตะวันออก  20 นาที จะเจอชายหาดค่ะ เป็นหาดที่ขาวสะอาด เล่นน้ำได้ หรืออีกตัวเลือกคือขับรถออกจากตัวเมืองไปด้านเหนือ 20 นาที ก็เจอภูเขา หลายๆ ภูเขาเราสามารถไปเดินเล่น หรือจะไปชิมไวน์ก็มีที่ให้ชิมไวน์เยอะ ทั้งแบบฟรีและมีค่าใช้จ่าย ถ้าขี้เกลียดขับรถ ในตัวเมืองก็มีสวนเยอะ อย่างสวน Botanic Garden เนี่ยอยู่ติดมหาวิทยาลัยเลย สามารถเดินไปพักใจพักกายได้ อีกอย่างคือมหาวิทยาลัยอยู่ใกล้กับบริเวณห้างเลยค่ะ หรือที่นี่เรียกว่า Runddle street  ให้อารมณ์คล้ายๆ แถวจุฬา

 

การหางานทำ เนื่องจากแก็บได้ทุนที่ให้เงินเดือน เลยไม่ได้ลองหางานด้วยตัวเอง แต่เคยถามเพื่อนๆที่นี่ค่ะ ถ้าทำงานนอกมหาวิทยาลัยเช่น เสริฟอาหาร ค่าจ้างจะอยู่ที่ 17-30 เหรียญ ต่อชม. ค่ะ ส่วนงานในมหาวิทยาลัยจะได้ค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 40 เหรียญ ต่อชม. งานในมหาวิทยาลัย จะเป็นพวกตรวจข้อสอบ คุมสอบ คุมห้องปฏิบัติการ เป็นผู้ช่วยสอน ค่ะ

 

 

การได้มาเรียนที่นี่ มีการปรับตัวพอสมควร แต่ชีวิตสนุกค่ะ เพราะได้ Challenge กับตัวเองในหลายๆ อย่าง  สิ่งที่ได้เรียนรู้คือการได้รู้จักตัวเองค่ะ ว่าเราควรจัดการชีวิตตัวเองอย่างไร และจัดการกับภาระในมหาวิทยาลัยอย่างไร  ต้องทำอาหาร ซักผ้า ทำความสะอาดห้อง  และซื้อของเข้าบ้าน การฝึกจัดสรรเวลาเป็นเรื่องที่ได้เรียนรู้มากที่สุดก็ว่าได้  หลักๆ แก็บจะมีหนึ่งวันในสัปดาห์ที่เอาไว้ทำงานบ้านค่ะ

 

อีกเรื่องคือ ภาษาเป็นสิ่งที่สำคัญมากค่ะ การสื่อสารเกิดขี้นได้ตลอดเวลา ควรเตรียมความพร้อมด้านภาษามาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ  ตอนก่อนมาคิดว่า ภาษาอังกฤษก็คือภาษาอังกฤษ ที่ไม่คิดคือ Accent คนที่นี่มี Accent ที่เหมือนคนอังกฤษและพูดเร็วมาก เพื่อนพูดอะไรมาแก็บก็งงๆ ไม่ชินสำเนียง อาจเป็นเพราะตอนก่อนมาแก็บเน้นไปที่ American English มากกว่า แต่ตอนนี้ดีขึ้นเยอะแล้ว เริ่มเข้าใจว่าที่เพื่อนรัวมา มันรัวอะไรมา อีกเรื่องที่อยากให้เตรียมคือ การลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ควรเตรียมมาให้พร้อมเพราะส่วนใหญ่เราต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเองค่ะ

ณภัค ภักดีสถิตย์วรา (นะ)

กำลังศึกษา: Master of Music Therapy, University of Melbourne

 

ในตอนแรกสุด ผมไม่ได้เริ่มเลือกจากประเทศ หรือชื่อมหาวิทยาลัย แต่ผมเริ่มจากสาขาที่ผมอยากเรียน และมองเห็นโอกาสในอนาคต ด้วยความที่มีพื้นฐานด้านดนตรีศึกษา สิ่งแวดล้อมที่มีญาติๆ ประกอบอาชีพหมอ และความถนัดโดยดูจากผลการเรียนและความชอบ ผมจึงเลือกเรียนต่อในหลักสูตร Master of Music Therapy

หลังจากนั้นผมได้พยายามตอบโจทย์ตัวเองว่า “วิชานี้เรียนที่ไหน ดีที่สุด?” โดยดูจาก

  • ความเป็นที่รู้จัก (reputation)
  • ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (expertise)
  • อาจารย์ผู้สอน (Academic staff)
  • ทรัพยากรการเรียนรู้ (Academic resource)
  • จำนวนสิ่งตีพิมพ์ทางวิชาการ (Academic publication)
  • ได้รับการรับรองอย่างถูกต้องจากองค์กรด้านดนตรีบำบัด (Accredited course)

The University of Melbourne ประเทศ Australia เป็นสถาบันที่ตอบโจทย์ของผมได้ครบทุกข้อ ด้วยความที่เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศ ทั้งในภาพรวม และสาขา, มีอาจารย์ผู้สอนเป็น well-known music therapists ระดับโลก, ทรัพยากรที่ไม่ได้มีแค่เชิงกายภาพ แต่รวมถึงจำนวน academic resource ที่มากมาย โดยเฉพาะ online resource, เป็น host ของวารสารดนตรีบำบัดออนไลน์ชั้นนำของโลก, นักเรียนและอาจารย์เคยได้รับรางวัลบทความวิจัยด้านดนตรีบำบัดจากวารสารวิชาการของประเทศอื่นๆ, และคอร์สที่เรียนได้รับการรับรองจาก Australian Music Therapy Association ว่าจบแล้วได้รับใบประกอบวิชาชีพนักดนตรีบำบัด สามารถทำงานได้ทั่วโลก

จากนั้นผมจึงมารู้ทีหลังว่าการมาเรียนที่นี่นั้นได้มอบประสบการณ์ที่ทำให้ผมต้องพูดเลยว่า “คิดถูก”

ประเทศออสเตรเลียมีระยะเวลาห่างจากไทยประมาณ 3-4 ชั่วโมง (แล้วแต่ฤดู) ซึ่งจุดนี้ทำให้ผมสามารถติดต่อกับที่ไทยได้สะดวก เพราะเวลาห่างกันไม่มาก ดังนั้นคำพูดที่ว่าไปเรียนเมืองนอกแล้วเดี๋ยวเลิกกับแฟนชัวร์นั้นใช้ไม่ได้กับผม (ฮา)

ส่วนเมือง Melbourne นอกจากจะได้รับการยอมรับว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกแล้ว จากประสบการณ์ของผมเอง ผมยังพบว่า เจ้าบ้านให้เกียรติผู้มาเยือน ตั้งแต่อยู่มายังไม่เคยเจอการเหยียดชนชาติ เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยนักศึกษา และชาวต่างชาติ โดยเฉลี่ยผมเดินผ่านกลุ่มคนไทยสัปดาห์ละครั้ง เราอาจจะได้เจอคนไทยบ่อยขึ้นได้สมัคร Thai Club หรือทำงานร้านอาหารไทย ที่สำคัญคือมีคนไทยจำนวนมากที่ได้ Permanent Residency กับ Citizen และประกอบอาชีพต่างๆ ที่นี่รวมถึงหมอ และทุกคนพร้อมยื่นมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งจุดนี้ทำให้ผมรู้สึกปลอดภัยและอุ่นใจอย่างมาก

สิ่งที่ผมคาดหวังก่อนไปคือความปลอดภัยและความเป็นระเบียบ ซึ่งตั้งแต่อยู่มาหนึ่งปี ยังไม่เคยเจอมิจฉาชีพ และอุบัติเหตุเลยซักครั้งเดียว ทุกแยกทั้งในเมืองและนอกเมืองจะมีไฟข้ามถนน และทุกคนปฏิบัติตามกฎจราจร (เพราะโทษเค้าหนัก) ถ้าไฟคนเดินเขียวเมื่อไรก็เดินข้ามได้เลย แบบไม่ต้องกลัวโดนรถชน (ฮา) และแน่นอนว่าเราต้องปฏิบัติตามกฎของเค้าเช่นกัน เพื่อช่วยให้เมืองนี้น่าอยู่สำหรับทุกๆ คน

ส่วนเรื่องที่ประทับใจที่สุดของผม คงเป็นเรื่องโอกาสที่ได้เข้าไปชมการแสดงดนตรีโดยวง Orchestra ระดับโลกและนักดนตรีที่ได้รับรางวัลจาก Music Competition รายการใหญ่ๆ

ในปี 2016 ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสรับชมวง Melbourne Symphony Orchestra พร้อมกับนักไวโอลินที่ชนะการแข่งขันรายการ Menuhin Violin Competition กับ Queen Elizabeth Violin Competition อย่าง Ray Chen ซึ่งเป็นโอกาสที่หาได้ยาก และเป็นประสบการณ์ที่ตรึงตาตรึงใจอย่างยิ่งสำหรับนักเรียนในสาขาดนตรี

และในปี 2017 ผมจะมีโอกาสได้รับชมนักไวโอลินผู้ชนะการแข่งขันในรายการ Paganini Violin Competition อย่าง Ning Feng ที่จะมาแสดงร่วมกับวง Hong Kong Philharmonic ณ Hamer Hall, Melbourne, Australia อีกเช่นกัน

สำหรับเรื่องการปรับตัว เทอมแรกย่อมเป็นอะไรที่หนักหนาสาหัสสำหรับทุกคน โดยเฉพาะเรื่องมาตรฐานในการทำงานที่สูงขึ้น แต่อย่าลืมว่ามหาวิทยาลัยนั้นมีบริการหลากหลายที่จะช่วยให้นักเรียนผ่านพ้นเวลาที่ยากลำบากไปได้ ทั้งบริการด้านวิชาการ จนไปถึงบริการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะที่ดีของนักเรียน อย่าลังเลหรือเกรงใจที่จะเข้าไปใช้บริการเหล่านั้น เนื่องจากสัดส่วนประชากรที่เป็นนักเรียนต่างชาติในประเทศนี้มีเยอะมาก มหาวิทยาลัยจึงได้ทำการสำรวจความต้องการ และปัญหาของนักเรียนกลุ่มนี้มาอย่างต่อเนื่อง ทางมหาวิทยาลัยจึงสามารถจัดทรัพยากรและบริการรองรับไว้ได้อย่างเพียงพอต่อความต้องการ เมื่อผ่านเทอมแรกไปได้ เราก็จะรู้ว่าเทอมต่อไปต้องทำอย่างไรบ้าง

ส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งเชื่อว่าเป็นอะไรที่หลายๆ คนกังวลและอยากรู้ หลายๆ ธนาคาร เช่น ANZ ได้มีบริการประเมินค่าใช้จ่ายก่อนย้ายเข้ามาอยู่ให้กับชาวต่างชาติให้เหมาะแก่ lifestyle แต่ละคน

ในกรณีที่ทำงานพิเศษ ค่าแรงที่นี่จะอยู่ที่ประมาณ 25 เหรียญ ต่อชั่วโมง (อ้างอิงจากค่าแรงทำงานห้องสมุด) หากบริหารเวลาดีๆ ทำงาน 8 ชม วันเสาร์-อาทิตย์ ก็ได้เดือนละ 400 เหรียญ (ประมาณ 10,000 บาท) ซึ่งจัดว่าเหลือเฟือต่อการใช้ชีวิตประจำวันของนักเรียน นอกจากนี้โดยปกติหลักสูตรปริญญาโท จะเรียนราวๆ 2-3 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งถ้าเราสามารถบริหารเวลามาทำงานเพิ่มได้อีก เราก็ประหยัดเพิ่ม แต่อย่าลืมว่าเรื่อง “เรียน” ต้องเป็น priority แรก เพราะถ้าเรียนได้ดี เราจะได้ “ทุน” ซึ่งมันประหยัดกว่าทำงานพิเศษอีก (ฮา)

สำหรับผู้ที่จะมาศึกษาต่อปริญญาโทที่นี่ ผมแนะนำให้เริ่มสอบภาษาอังกฤษสะสมเตรียมไว้ตั้งแต่ช่วงปิดเทอมระหว่างเรียนปริญญาตรี เพราะว่าจะเป็นช่วงที่เรามีเวลาเตรียมตัวมากที่สุด พอจบมาแล้ว หรือตอนกำลังทำโปรเจคปีสุดท้าย เวลาในการเตรียมตัวมันไม่เท่ากับช่วงปิดเทอมหรอกครับ

หากหลักสูตร ป.ตรี ที่น้องๆ เรียนต้องทำ research project ก่อนจบ แนะนำว่าทำให้มันดีที่สุด และให้แปลเป็นบทความวิชาการภาษาอังกฤษเตรียมไว้ ราวๆ 3000-5000 คำ เพื่อยื่นให้ทางมหาวิทยาลัยดู เพราะว่ามหาวิทยาลัยอันดับสูงๆ จะอยากได้คนที่ทำงานวิจัยเป็น พึงระลึกไว้ว่า paper งานวิจัย เป็นตัวช่วยดึง ranking ของมหาวิทยาลัยให้สูงขึ้น ดังนั้นคนที่มีพื้นฐานด้านงานวิจัยและมีโอกาสที่จะสร้างผลงานที่ดีได้เมื่อเข้ามาเรียน มักจะถูกจับตามองไว้เป็นอันดับแรก

สำหรับสาขาดนตรี สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ Audition CD ไม่ว่าน้องๆ จะสมัครที่ไหนก็ตาม พี่ขอแนะนำให้น้องๆ เริ่มทะยอยอัด VDO เพลงที่น้องเรียนหรือแต่งไว้ในช่วง ป.ตรี จนเมื่อถึงวันที่ต้องยื่นหลักฐาน น้องๆ ก็จะมีตัวเลือกให้ส่งมากขึ้นกว่ามาเร่งอัดทีเดียวตอนจะส่ง เหตุผลที่แนะนำ VDO เพราะเดี๋ยวนี้เค้าต้องการ VDO มากกว่า นอกจากนี้ VDO ยัง convert เป็น Audio ได้ด้วย

สุดท้ายนี่ ถ้าพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ คนไหนได้มาเรียนต่อที่ Australia พยายามผ่านเทอมแรกไปให้ได้ครับ เพราะถ้าผ่านมันไปได้ เราก็จะรู้แล้วครับ ว่าถ้าอยากจะผ่าน ต้องทำอย่างไร ขอให้มีความสุขกับการเรียนและประสบการณ์ครับ

na-uom
na-uom

ณภัค ภักดีสถิตย์วรา (นะ)

กำลังศึกษา: Master of Music Therapy, University of Melbourne

 

ในตอนแรกสุด ผมไม่ได้เริ่มเลือกจากประเทศ หรือชื่อมหาวิทยาลัย แต่ผมเริ่มจากสาขาที่ผมอยากเรียน และมองเห็นโอกาสในอนาคต ด้วยความที่มีพื้นฐานด้านดนตรีศึกษา สิ่งแวดล้อมที่มีญาติๆ ประกอบอาชีพหมอ และความถนัดโดยดูจากผลการเรียนและความชอบ ผมจึงเลือกเรียนต่อในหลักสูตร Master of Music Therapy

หลังจากนั้นผมได้พยายามตอบโจทย์ตัวเองว่า “วิชานี้เรียนที่ไหน ดีที่สุด?” โดยดูจาก

  • ความเป็นที่รู้จัก (reputation)
  • ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (expertise)
  • อาจารย์ผู้สอน (Academic staff)
  • ทรัพยากรการเรียนรู้ (Academic resource)
  • จำนวนสิ่งตีพิมพ์ทางวิชาการ (Academic publication)
  • ได้รับการรับรองอย่างถูกต้องจากองค์กรด้านดนตรีบำบัด (Accredited course)

The University of Melbourne ประเทศ Australia เป็นสถาบันที่ตอบโจทย์ของผมได้ครบทุกข้อ ด้วยความที่เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศ ทั้งในภาพรวม และสาขา, มีอาจารย์ผู้สอนเป็น well-known music therapists ระดับโลก, ทรัพยากรที่ไม่ได้มีแค่เชิงกายภาพ แต่รวมถึงจำนวน academic resource ที่มากมาย โดยเฉพาะ online resource, เป็น host ของวารสารดนตรีบำบัดออนไลน์ชั้นนำของโลก, นักเรียนและอาจารย์เคยได้รับรางวัลบทความวิจัยด้านดนตรีบำบัดจากวารสารวิชาการของประเทศอื่นๆ, และคอร์สที่เรียนได้รับการรับรองจาก Australian Music Therapy Association ว่าจบแล้วได้รับใบประกอบวิชาชีพนักดนตรีบำบัด สามารถทำงานได้ทั่วโลก

จากนั้นผมจึงมารู้ทีหลังว่าการมาเรียนที่นี่นั้นได้มอบประสบการณ์ที่ทำให้ผมต้องพูดเลยว่า “คิดถูก”

ประเทศออสเตรเลียมีระยะเวลาห่างจากไทยประมาณ 3-4 ชั่วโมง (แล้วแต่ฤดู) ซึ่งจุดนี้ทำให้ผมสามารถติดต่อกับที่ไทยได้สะดวก เพราะเวลาห่างกันไม่มาก ดังนั้นคำพูดที่ว่าไปเรียนเมืองนอกแล้วเดี๋ยวเลิกกับแฟนชัวร์นั้นใช้ไม่ได้กับผม (ฮา)

ส่วนเมือง Melbourne นอกจากจะได้รับการยอมรับว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกแล้ว จากประสบการณ์ของผมเอง ผมยังพบว่า เจ้าบ้านให้เกียรติผู้มาเยือน ตั้งแต่อยู่มายังไม่เคยเจอการเหยียดชนชาติ เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยนักศึกษา และชาวต่างชาติ โดยเฉลี่ยผมเดินผ่านกลุ่มคนไทยสัปดาห์ละครั้ง เราอาจจะได้เจอคนไทยบ่อยขึ้นได้สมัคร Thai Club หรือทำงานร้านอาหารไทย ที่สำคัญคือมีคนไทยจำนวนมากที่ได้ Permanent Residency กับ Citizen และประกอบอาชีพต่างๆ ที่นี่รวมถึงหมอ และทุกคนพร้อมยื่นมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งจุดนี้ทำให้ผมรู้สึกปลอดภัยและอุ่นใจอย่างมาก

สิ่งที่ผมคาดหวังก่อนไปคือความปลอดภัยและความเป็นระเบียบ ซึ่งตั้งแต่อยู่มาหนึ่งปี ยังไม่เคยเจอมิจฉาชีพ และอุบัติเหตุเลยซักครั้งเดียว ทุกแยกทั้งในเมืองและนอกเมืองจะมีไฟข้ามถนน และทุกคนปฏิบัติตามกฎจราจร (เพราะโทษเค้าหนัก) ถ้าไฟคนเดินเขียวเมื่อไรก็เดินข้ามได้เลย แบบไม่ต้องกลัวโดนรถชน (ฮา) และแน่นอนว่าเราต้องปฏิบัติตามกฎของเค้าเช่นกัน เพื่อช่วยให้เมืองนี้น่าอยู่สำหรับทุกๆ คน

ส่วนเรื่องที่ประทับใจที่สุดของผม คงเป็นเรื่องโอกาสที่ได้เข้าไปชมการแสดงดนตรีโดยวง Orchestra ระดับโลกและนักดนตรีที่ได้รับรางวัลจาก Music Competition รายการใหญ่ๆ

ในปี 2016 ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสรับชมวง Melbourne Symphony Orchestra พร้อมกับนักไวโอลินที่ชนะการแข่งขันรายการ Menuhin Violin Competition กับ Queen Elizabeth Violin Competition อย่าง Ray Chen ซึ่งเป็นโอกาสที่หาได้ยาก และเป็นประสบการณ์ที่ตรึงตาตรึงใจอย่างยิ่งสำหรับนักเรียนในสาขาดนตรี

และในปี 2017 ผมจะมีโอกาสได้รับชมนักไวโอลินผู้ชนะการแข่งขันในรายการ Paganini Violin Competition อย่าง Ning Feng ที่จะมาแสดงร่วมกับวง Hong Kong Philharmonic ณ Hamer Hall, Melbourne, Australia อีกเช่นกัน

สำหรับเรื่องการปรับตัว เทอมแรกย่อมเป็นอะไรที่หนักหนาสาหัสสำหรับทุกคน โดยเฉพาะเรื่องมาตรฐานในการทำงานที่สูงขึ้น แต่อย่าลืมว่ามหาวิทยาลัยนั้นมีบริการหลากหลายที่จะช่วยให้นักเรียนผ่านพ้นเวลาที่ยากลำบากไปได้ ทั้งบริการด้านวิชาการ จนไปถึงบริการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะที่ดีของนักเรียน อย่าลังเลหรือเกรงใจที่จะเข้าไปใช้บริการเหล่านั้น เนื่องจากสัดส่วนประชากรที่เป็นนักเรียนต่างชาติในประเทศนี้มีเยอะมาก มหาวิทยาลัยจึงได้ทำการสำรวจความต้องการ และปัญหาของนักเรียนกลุ่มนี้มาอย่างต่อเนื่อง ทางมหาวิทยาลัยจึงสามารถจัดทรัพยากรและบริการรองรับไว้ได้อย่างเพียงพอต่อความต้องการ เมื่อผ่านเทอมแรกไปได้ เราก็จะรู้ว่าเทอมต่อไปต้องทำอย่างไรบ้าง

ส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งเชื่อว่าเป็นอะไรที่หลายๆ คนกังวลและอยากรู้ หลายๆ ธนาคาร เช่น ANZ ได้มีบริการประเมินค่าใช้จ่ายก่อนย้ายเข้ามาอยู่ให้กับชาวต่างชาติให้เหมาะแก่ lifestyle แต่ละคน

ในกรณีที่ทำงานพิเศษ ค่าแรงที่นี่จะอยู่ที่ประมาณ 25 เหรียญ ต่อชั่วโมง (อ้างอิงจากค่าแรงทำงานห้องสมุด) หากบริหารเวลาดีๆ ทำงาน 8 ชม วันเสาร์-อาทิตย์ ก็ได้เดือนละ 400 เหรียญ (ประมาณ 10,000 บาท) ซึ่งจัดว่าเหลือเฟือต่อการใช้ชีวิตประจำวันของนักเรียน นอกจากนี้โดยปกติหลักสูตรปริญญาโท จะเรียนราวๆ 2-3 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งถ้าเราสามารถบริหารเวลามาทำงานเพิ่มได้อีก เราก็ประหยัดเพิ่ม แต่อย่าลืมว่าเรื่อง “เรียน” ต้องเป็น priority แรก เพราะถ้าเรียนได้ดี เราจะได้ “ทุน” ซึ่งมันประหยัดกว่าทำงานพิเศษอีก (ฮา)

สำหรับผู้ที่จะมาศึกษาต่อปริญญาโทที่นี่ ผมแนะนำให้เริ่มสอบภาษาอังกฤษสะสมเตรียมไว้ตั้งแต่ช่วงปิดเทอมระหว่างเรียนปริญญาตรี เพราะว่าจะเป็นช่วงที่เรามีเวลาเตรียมตัวมากที่สุด พอจบมาแล้ว หรือตอนกำลังทำโปรเจคปีสุดท้าย เวลาในการเตรียมตัวมันไม่เท่ากับช่วงปิดเทอมหรอกครับ

หากหลักสูตร ป.ตรี ที่น้องๆ เรียนต้องทำ research project ก่อนจบ แนะนำว่าทำให้มันดีที่สุด และให้แปลเป็นบทความวิชาการภาษาอังกฤษเตรียมไว้ ราวๆ 3000-5000 คำ เพื่อยื่นให้ทางมหาวิทยาลัยดู เพราะว่ามหาวิทยาลัยอันดับสูงๆ จะอยากได้คนที่ทำงานวิจัยเป็น พึงระลึกไว้ว่า paper งานวิจัย เป็นตัวช่วยดึง ranking ของมหาวิทยาลัยให้สูงขึ้น ดังนั้นคนที่มีพื้นฐานด้านงานวิจัยและมีโอกาสที่จะสร้างผลงานที่ดีได้เมื่อเข้ามาเรียน มักจะถูกจับตามองไว้เป็นอันดับแรก

สำหรับสาขาดนตรี สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ Audition CD ไม่ว่าน้องๆ จะสมัครที่ไหนก็ตาม พี่ขอแนะนำให้น้องๆ เริ่มทะยอยอัด VDO เพลงที่น้องเรียนหรือแต่งไว้ในช่วง ป.ตรี จนเมื่อถึงวันที่ต้องยื่นหลักฐาน น้องๆ ก็จะมีตัวเลือกให้ส่งมากขึ้นกว่ามาเร่งอัดทีเดียวตอนจะส่ง เหตุผลที่แนะนำ VDO เพราะเดี๋ยวนี้เค้าต้องการ VDO มากกว่า นอกจากนี้ VDO ยัง convert เป็น Audio ได้ด้วย

สุดท้ายนี่ ถ้าพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ คนไหนได้มาเรียนต่อที่ Australia พยายามผ่านเทอมแรกไปให้ได้ครับ เพราะถ้าผ่านมันไปได้ เราก็จะรู้แล้วครับ ว่าถ้าอยากจะผ่าน ต้องทำอย่างไร ขอให้มีความสุขกับการเรียนและประสบการณ์ครับ

สริตา ยุไร (ฝน)

กำลังศึกษา: Master of Management (Tourism and Hospitality), International College of Management, Sydney (ICMS)

 

สวัสดีค่ะ ฝนจะแชร์ประสบการณ์มาเรียนต่อที่ Australia  เพื่อเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆที่สนใจมาเรียนที่นี่กันนะคะ

ฝนมีความฝันตั้งแต่เด็กๆ ว่าอยากมาเรียนเมืองนอก ฝนอยากรู้ว่าชาวต่างชาติเขาใช้ชีวิตกันยังไง คิดกันอย่างไร อะไรที่ทำให้เขาแตกต่างจากบ้านเรา เล่าก่อนนะคะว่าบ้านฝนไม่ได้ร่ำรวยอะไรมาก แต่พอมีกำลังส่งให้เรียนต่อต่างประเทศค่ะ ฝนจบปริญญาตรีด้าน Physical Therapy แล้วทำงานเป็นนักกายภาพบำบัดที่ Chiva Som International Health Resort เป็นเวลาสามปีค่ะ เพราะฝนอยากมีประสบการณ์การทำงานก่อนมาเรียนต่อ

ตอนทำงานฝนเริ่มเก็บเงินและฝึกภาษาอังกฤษเอง โชคดีที่ตอนทำงานต้องพูดภาษาอังกฤษกับลูกค้าเลยได้ฝึกไปในตัว มาเริ่มเอาจริงเอาจังกับการฝึกภาษาประมาณหกเดือนก่อนสอบ (ฝึกตามคำแนะนำใน เวปพันทิปคะ)   ได้คะแนน IELTS มาแค่ 5.5 ซึ่งคะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ค่ะ ต้องมาเรียนภาษาต่อที่ Australia  ฝนติดต่อกับพี่ษาที่ Insight เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับโรงเรียนที่ Sydney พี่ษาช่วยหาข้อมูลและรายละเอียดของแต่ละโรงเรียนให้ค่ะ

ฝนเลือกเรียนที่ Sydney เพราะมีญาติอยู่ที่นี่ และเห็นว่าคนไทยเยอะ (ยังไงก็รอด เพราะใจหนึ่งก็กล้าแต่อีกใจหนึ่งก็กลัว 555)    ฝนเลือกเรียน Master of Management (Tourism and Hospitality) ที่ ICMS เพราะที่นี่เน้นไปทางธุรกิจและการโรงแรมค่ะ และที่สำคัญมีฝึกงานในสถานที่ทำงานจริงตอนเทอมสุดท้าย และค่าเทอมของที่นี่ถูกกว่าค่าเทอมในมหาวิทยาลัยด้วย ตัวฝนเองให้ความสำคัญกับประสบการณ์การทำงาน เพราะหลังจากที่ทำงานมาฝนรู้ว่าในตำราไม่ได้สอนทุกอย่าง หลังจากที่ตัดสินใจได้แล้ว ฝนก็ให้พี่ษาช่วยดำเนินการเรื่องการสมัครเรียนและวีซ่ารวมทั้งตั๋วเครื่องบินด้วยส่วนของฝนคือการเตรียมตัวไปเรียนอย่างเดียวเท่านั้น

พอถึง Sydney เข้าห้องพักก่อนเลยค่ะ ห้องพักที่นี้มีหลายแบบ หลายราคา ถ้าไม่คิดอะไรมากมันจะคล้ายหอในของมหาวิทยาลัยรัฐบาลบ้านเรา คงจะพอนึกกันออกนะคะ แล้วหลังจากนั้นฝนก็เริ่มหางานทำ หางานง่ายมีหลายแบบให้เลือก เด็กเสิร์ฟ งานในครัว รีเซฟชัน คาแฟ่ อยากรู้รายละเอียดเรื่องที่พักและงานหาดูได้ใน www.natui.com รายได้ก็พอกับค่ากินอยู่ และมีเหลือให้ช็อปปิ้งบ้างค่ะ มาอยู่ที่นี่มีอะไรหลายอย่างที่ต้องปรับตัว การเดินทาง การทำอาหารต้องทำอาหารกินเองค่ะเพื่อความประหยัด และรับผิดชอบตัวเองมากขึ้นทั้งเรียนและทำงาน ทำงานสี่วันเรียนสามวัน (แต่ชั่วโมงการทำงานต้องไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสองสัปดาห์นะคะ) การมาใช้ชีวิตที่นี้ ทำให้รู้สึกว่าโตขึ้นต้องตัดสินใจและทำด้วยตัวเองมากขึ้น สิ่งที่ชอบของที่นี่คือสวนสาธารณะและการออกกำลังกายค่ะ คนที่นี่ใส่ใจสุขภาพมาก เราจะเห็นคนออกกำลังกายและวิ่งกันเป็นว่าเล่น เอาเป็นว่าทุกที่ทุกเวลาฝนตกยังวิ่งกันเลยค่ะ ยิมมีอยู่ทุกมุมเมืองเลย  มันทำให้ฝนใส่ใจตัวเองหันมาออกกำลังกายและดูแลตัวเองมากขึ้นค่ะ แม้จะน้ำหนักขึ้นหลังจากสนุกสนานกับอาหารหลายๆสัญชาติ แต่อาหารไทยที่นี่ก็อร่อยไม่แพ้บ้านเรา ไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารการกินนะคะ

มาถึงเรื่องเรียนกันบ้าง ฝนมาเรียนภาษาก่อนค่ะ ทำให้ได้เพื่อนจากที่เรียนภาษาแล้วค่อยไปต่อปริญญาโทที่ ICMS ซึ่งดีตรงที่เวลาทำงานกลุ่มเราจะเลือกเพื่อนที่เรียนภาษามาด้วยกัน ทำให้งานกลุ่มราบรื่น บางกลุ่มอาจจะต้องลำบากที่ต้องรวมกลุ่มกับคนที่เหมือนฉลาด พูดเก่งแต่ไม่ทำงานก็มีค่ะ เรียนที่นี่อาจารย์จริงจังกับการสอนมีการเช็คชื่อตลอด การบ้านส่วนใหญ่จะเป็นรายงานเน้นไปที่การหาข้อมูล สรุปและแสดงความคิดเห็นของเรา ถ้าใครที่ไม่เก่งอังกฤษเหมือนฝนแนะนำให้มาเรียนภาษาที่นี่ก่อนด้วยค่ะ เพราะโรงเรียนจะสอนวิธีการหาข้อมูลอ้างอิง (reference) และการทำรายงานตามรูปแบบของออสเตรเลียซึ่งเป็นประโยชน์มาก เนื่องจากถ้าไม่ทำตามหลักเกณฑ์การเขียน Academic writing รายงานอาจจะไม่ผ่านการพิจารณา แต่ยังมีคะแนนการสอบ Final exam อีกประมาณ 40%  ค่ะ ที่นี่เขากลัวนักศึกษาไปจ้างคนทำการบ้านค่ะ ชีวิตการเรียนสนุกสนาน เพื่อนฝนส่วนใหญ่เป็นคนเวียนนาม แต่ในชั้นเรียนก็มีหลากหลายเชื้อชาติทั้ง Europe, New Zealand, South Africa, Korean, Indonesia, India เรียนสนุกค่ะ แต่ก็มีโหมดเครียด รายงานมักจะถึงกำหนดส่งพร้อมๆกัน รวมทั้งสอบด้วย บางที่ไม่ค่อยมีเวลาเพราะทำงานไปด้วย ช่วงแรกของการเรียนกังวลกลัวเรียนไม่รู้เรื่อง แต่มันจะค่อยๆดีขึ้นตอนจับสำเนียงและวิธีการสอนของอาจารย์ได้ค่ะ แรกๆอัดเสียงไว้กันพลาด พอหลังๆไม่มีเวลาฟัง ใช้วิธีอัดเสียงเฉพาะตรงที่อาจารย์บอกว่าจะออกในข้อสอบ รวมๆ แล้วมาใช้ชีวิตที่นี่ได้อะไรหลายอย่างค่ะ ทำให้เรามองโลกกว้างขึ้น ได้ทั้งความรู้ ได้ทั้งเพื่อน ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างทั้งดีและไม่ดี ทำให้รู้ว่าบางทีเราก็พลาดได้แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา แค่แก้ไขมันก็จะผ่านไปด้วยดี เป็นกำลังใจให้นะคะสำหรับคนที่อยากเดินตามฝันของตัวเอง สู้ๆค่ะ :)

fon-icms
fon-icms

สริตา ยุไร (ฝน)

กำลังศึกษา: Master of Management (Tourism and Hospitality), International College of Management, Sydney (ICMS)

 

สวัสดีค่ะ ฝนจะแชร์ประสบการณ์มาเรียนต่อที่ Australia  เพื่อเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆที่สนใจมาเรียนที่นี่กันนะคะ

ฝนมีความฝันตั้งแต่เด็กๆ ว่าอยากมาเรียนเมืองนอก ฝนอยากรู้ว่าชาวต่างชาติเขาใช้ชีวิตกันยังไง คิดกันอย่างไร อะไรที่ทำให้เขาแตกต่างจากบ้านเรา เล่าก่อนนะคะว่าบ้านฝนไม่ได้ร่ำรวยอะไรมาก แต่พอมีกำลังส่งให้เรียนต่อต่างประเทศค่ะ ฝนจบปริญญาตรีด้าน Physical Therapy แล้วทำงานเป็นนักกายภาพบำบัดที่ Chiva Som International Health Resort เป็นเวลาสามปีค่ะ เพราะฝนอยากมีประสบการณ์การทำงานก่อนมาเรียนต่อ

ตอนทำงานฝนเริ่มเก็บเงินและฝึกภาษาอังกฤษเอง โชคดีที่ตอนทำงานต้องพูดภาษาอังกฤษกับลูกค้าเลยได้ฝึกไปในตัว มาเริ่มเอาจริงเอาจังกับการฝึกภาษาประมาณหกเดือนก่อนสอบ (ฝึกตามคำแนะนำใน เวปพันทิปคะ)   ได้คะแนน IELTS มาแค่ 5.5 ซึ่งคะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ค่ะ ต้องมาเรียนภาษาต่อที่ Australia  ฝนติดต่อกับพี่ษาที่ Insight เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับโรงเรียนที่ Sydney พี่ษาช่วยหาข้อมูลและรายละเอียดของแต่ละโรงเรียนให้ค่ะ

ฝนเลือกเรียนที่ Sydney เพราะมีญาติอยู่ที่นี่ และเห็นว่าคนไทยเยอะ (ยังไงก็รอด เพราะใจหนึ่งก็กล้าแต่อีกใจหนึ่งก็กลัว 555)    ฝนเลือกเรียน Master of Management (Tourism and Hospitality) ที่ ICMS เพราะที่นี่เน้นไปทางธุรกิจและการโรงแรมค่ะ และที่สำคัญมีฝึกงานในสถานที่ทำงานจริงตอนเทอมสุดท้าย และค่าเทอมของที่นี่ถูกกว่าค่าเทอมในมหาวิทยาลัยด้วย ตัวฝนเองให้ความสำคัญกับประสบการณ์การทำงาน เพราะหลังจากที่ทำงานมาฝนรู้ว่าในตำราไม่ได้สอนทุกอย่าง หลังจากที่ตัดสินใจได้แล้ว ฝนก็ให้พี่ษาช่วยดำเนินการเรื่องการสมัครเรียนและวีซ่ารวมทั้งตั๋วเครื่องบินด้วยส่วนของฝนคือการเตรียมตัวไปเรียนอย่างเดียวเท่านั้น

พอถึง Sydney เข้าห้องพักก่อนเลยค่ะ ห้องพักที่นี้มีหลายแบบ หลายราคา ถ้าไม่คิดอะไรมากมันจะคล้ายหอในของมหาวิทยาลัยรัฐบาลบ้านเรา คงจะพอนึกกันออกนะคะ แล้วหลังจากนั้นฝนก็เริ่มหางานทำ หางานง่ายมีหลายแบบให้เลือก เด็กเสิร์ฟ งานในครัว รีเซฟชัน คาแฟ่ อยากรู้รายละเอียดเรื่องที่พักและงานหาดูได้ใน www.natui.com รายได้ก็พอกับค่ากินอยู่ และมีเหลือให้ช็อปปิ้งบ้างค่ะ มาอยู่ที่นี่มีอะไรหลายอย่างที่ต้องปรับตัว การเดินทาง การทำอาหารต้องทำอาหารกินเองค่ะเพื่อความประหยัด และรับผิดชอบตัวเองมากขึ้นทั้งเรียนและทำงาน ทำงานสี่วันเรียนสามวัน (แต่ชั่วโมงการทำงานต้องไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสองสัปดาห์นะคะ) การมาใช้ชีวิตที่นี้ ทำให้รู้สึกว่าโตขึ้นต้องตัดสินใจและทำด้วยตัวเองมากขึ้น สิ่งที่ชอบของที่นี่คือสวนสาธารณะและการออกกำลังกายค่ะ คนที่นี่ใส่ใจสุขภาพมาก เราจะเห็นคนออกกำลังกายและวิ่งกันเป็นว่าเล่น เอาเป็นว่าทุกที่ทุกเวลาฝนตกยังวิ่งกันเลยค่ะ ยิมมีอยู่ทุกมุมเมืองเลย  มันทำให้ฝนใส่ใจตัวเองหันมาออกกำลังกายและดูแลตัวเองมากขึ้นค่ะ แม้จะน้ำหนักขึ้นหลังจากสนุกสนานกับอาหารหลายๆสัญชาติ แต่อาหารไทยที่นี่ก็อร่อยไม่แพ้บ้านเรา ไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารการกินนะคะ

มาถึงเรื่องเรียนกันบ้าง ฝนมาเรียนภาษาก่อนค่ะ ทำให้ได้เพื่อนจากที่เรียนภาษาแล้วค่อยไปต่อปริญญาโทที่ ICMS ซึ่งดีตรงที่เวลาทำงานกลุ่มเราจะเลือกเพื่อนที่เรียนภาษามาด้วยกัน ทำให้งานกลุ่มราบรื่น บางกลุ่มอาจจะต้องลำบากที่ต้องรวมกลุ่มกับคนที่เหมือนฉลาด พูดเก่งแต่ไม่ทำงานก็มีค่ะ เรียนที่นี่อาจารย์จริงจังกับการสอนมีการเช็คชื่อตลอด การบ้านส่วนใหญ่จะเป็นรายงานเน้นไปที่การหาข้อมูล สรุปและแสดงความคิดเห็นของเรา ถ้าใครที่ไม่เก่งอังกฤษเหมือนฝนแนะนำให้มาเรียนภาษาที่นี่ก่อนด้วยค่ะ เพราะโรงเรียนจะสอนวิธีการหาข้อมูลอ้างอิง (reference) และการทำรายงานตามรูปแบบของออสเตรเลียซึ่งเป็นประโยชน์มาก เนื่องจากถ้าไม่ทำตามหลักเกณฑ์การเขียน Academic writing รายงานอาจจะไม่ผ่านการพิจารณา แต่ยังมีคะแนนการสอบ Final exam อีกประมาณ 40%  ค่ะ ที่นี่เขากลัวนักศึกษาไปจ้างคนทำการบ้านค่ะ ชีวิตการเรียนสนุกสนาน เพื่อนฝนส่วนใหญ่เป็นคนเวียนนาม แต่ในชั้นเรียนก็มีหลากหลายเชื้อชาติทั้ง Europe, New Zealand, South Africa, Korean, Indonesia, India เรียนสนุกค่ะ แต่ก็มีโหมดเครียด รายงานมักจะถึงกำหนดส่งพร้อมๆกัน รวมทั้งสอบด้วย บางที่ไม่ค่อยมีเวลาเพราะทำงานไปด้วย ช่วงแรกของการเรียนกังวลกลัวเรียนไม่รู้เรื่อง แต่มันจะค่อยๆดีขึ้นตอนจับสำเนียงและวิธีการสอนของอาจารย์ได้ค่ะ แรกๆอัดเสียงไว้กันพลาด พอหลังๆไม่มีเวลาฟัง ใช้วิธีอัดเสียงเฉพาะตรงที่อาจารย์บอกว่าจะออกในข้อสอบ รวมๆ แล้วมาใช้ชีวิตที่นี่ได้อะไรหลายอย่างค่ะ ทำให้เรามองโลกกว้างขึ้น ได้ทั้งความรู้ ได้ทั้งเพื่อน ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างทั้งดีและไม่ดี ทำให้รู้ว่าบางทีเราก็พลาดได้แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา แค่แก้ไขมันก็จะผ่านไปด้วยดี เป็นกำลังใจให้นะคะสำหรับคนที่อยากเดินตามฝันของตัวเอง สู้ๆค่ะ :)

กัญญาณัฐ โชคชัยนันท์ (น้องณัฐ)

กำลังเรียน:  Bachelor of Science (major Food Science), University of Melbourne

 

นัทเคยเรียนมัธยมปลายที่สิงคโปร์มาก่อน เลยอยากเปลี่ยนประเทศตอนเรียนปริญญาตรี ตัดสินใจมาเรียนที่ออสเตรเลีย เพราะใกล้ประเทศไทยที่สุดรองลงมาจากประเทศสิงคโปร์ และที่เลือก University of Melbourne เพราะเป็นมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับต้นๆ ของออสเตรเลีย และของโลกค่ะ และมหาวิทยาลัยอยู่ที่ Melbourne เมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกในลำดับต้นๆและเป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองการศึกษาด้วยค่ะ

มาอยู่ตอนแรกๆ ต้องปรับตัวเยอะอยู่ค่ะ เพราะว่าคิดถึงบ้าน แต่การได้ไปเรียนต่างประเทศทำให้ตัวเองรู้สึกโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นค่ะ เพราะว่าต้องทำทุกอย่างเองหมดไม่ว่าจะเป็นการทำกับข้าว ล้างจาน และงานบ้านอื่นๆ เลยทำให้ต้องแบ่งเวลาและบริหารเงินให้เป็น ซึ่งค่าใช้จ่ายต่อเดือนส่วนใหญ่หมดไปกับค่าอาหารแนะะนำว่าถ้าทำกับข้าวทานเองที่บ้านจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายต่อเดือนไปได้เยอะมากเลยค่ะ ส่วนค่าที่พักที่ตกประมาณ $1,300 ต่อเดือน และที่ Melbourne หางาน Part time ทำไม่ยาก โดยปกติแล้วจะได้ค่าแรงประมาณ $12-$16 ต่อชั่วโมงค่ะ

สิ่งที่ประทับใจคือได้เจอเพื่อนใหม่ๆจากหลากหลายประเทศ มิตรภาพดีๆ และได้เรียนรู้ Culture ใหม่ๆของแต่ละประเทศและออสเตรเลียเองด้วยค่ะ อากาศหนาวๆ และกาแฟหอมๆ อร่อยๆ ที่เมลเบิร์นค่ะสำหรับผู้ที่สนใจอยากมาเรียนที่เมลเบิร์นแนะนำว่าควรจะฝึกภาษาอังกฤษมาบ้าง และเตรียมปรับตัวเรื่องอากาศ  ซึ่งแตกต่างจากที่ประเทศไทยเยอะอยู่ค่ะ อากาศที่นี่มี 4 ฤดู   ฤดูร้อนก็ร้อนมากๆ ฤดูหนาวก็หนาวแบบสุดๆเลยค่ะ และที่ Melbourne อากาศค่อนข้างแปรปรวนนิดนึงค่ะ

nat-uom
nat-uom

กัญญาณัฐ โชคชัยนันท์ (น้องณัฐ)

กำลังเรียน:  Bachelor of Science (major Food Science), University of Melbourne

 

นัทเคยเรียนมัธยมปลายที่สิงคโปร์มาก่อน เลยอยากเปลี่ยนประเทศตอนเรียนปริญญาตรี ตัดสินใจมาเรียนที่ออสเตรเลีย เพราะใกล้ประเทศไทยที่สุดรองลงมาจากประเทศสิงคโปร์ และที่เลือก University of Melbourne เพราะเป็นมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับต้นๆ ของออสเตรเลีย และของโลกค่ะ และมหาวิทยาลัยอยู่ที่ Melbourne เมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกในลำดับต้นๆและเป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองการศึกษาด้วยค่ะ

มาอยู่ตอนแรกๆ ต้องปรับตัวเยอะอยู่ค่ะ เพราะว่าคิดถึงบ้าน แต่การได้ไปเรียนต่างประเทศทำให้ตัวเองรู้สึกโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นค่ะ เพราะว่าต้องทำทุกอย่างเองหมดไม่ว่าจะเป็นการทำกับข้าว ล้างจาน และงานบ้านอื่นๆ เลยทำให้ต้องแบ่งเวลาและบริหารเงินให้เป็น ซึ่งค่าใช้จ่ายต่อเดือนส่วนใหญ่หมดไปกับค่าอาหารแนะะนำว่าถ้าทำกับข้าวทานเองที่บ้านจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายต่อเดือนไปได้เยอะมากเลยค่ะ ส่วนค่าที่พักที่ตกประมาณ $1,300 ต่อเดือน และที่ Melbourne หางาน Part time ทำไม่ยาก โดยปกติแล้วจะได้ค่าแรงประมาณ $12-$16 ต่อชั่วโมงค่ะ

สิ่งที่ประทับใจคือได้เจอเพื่อนใหม่ๆจากหลากหลายประเทศ มิตรภาพดีๆ และได้เรียนรู้ Culture ใหม่ๆของแต่ละประเทศและออสเตรเลียเองด้วยค่ะ อากาศหนาวๆ และกาแฟหอมๆ อร่อยๆ ที่เมลเบิร์นค่ะสำหรับผู้ที่สนใจอยากมาเรียนที่เมลเบิร์นแนะนำว่าควรจะฝึกภาษาอังกฤษมาบ้าง และเตรียมปรับตัวเรื่องอากาศ  ซึ่งแตกต่างจากที่ประเทศไทยเยอะอยู่ค่ะ อากาศที่นี่มี 4 ฤดู   ฤดูร้อนก็ร้อนมากๆ ฤดูหนาวก็หนาวแบบสุดๆเลยค่ะ และที่ Melbourne อากาศค่อนข้างแปรปรวนนิดนึงค่ะ

nut-u-syd

พันตรีนายแพทย์ณัฐพล โชคไมตรี (หมอณัฐ)

สำเร็จการศึกษา: Master of Brain and Mind Science, University of Sydney

 

เลือกมาเรียนที่ University of Sydney เพราะสถาบันมีชื่อเสียง และน่าเชื่อถือในสาขาวิชาที่สนใจคือ Master of Brain and Mind Science  ค่าเล่าเรียนเหมาะสม และคิดว่าเราน่าจะปรับตัวกับสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมในออสเตรเลียได้ดีกว่าเลือกไปศึกษาต่อทางโซนยุโรปหรืออเมริกา ซึ่งออสเตรเลียก็มีระบบการศึกษาที่น่าเชื่อถือใกล้เคียงกัน

สิ่งที่ประทับใจ คือ การเรียนการสอนซึ่งแตกต่างไปจากที่เคยได้สัมผัสจากสถานศึกษาในประเทศไทย ความเป็นระเบียบของบ้านเมือง ความสะดวกสบายในการเดินทาง

เรื่องความเป็นอยู่ ส่วนตัวหาที่พักผ่านทาง website ที่มีชื่อว่า Gumtree ได้พักกับเจ้าของบ้านคนไทย แบบแชร์บ้าน ค่าเช่าห้องเดี่ยวรวมน้ำ ไฟ Internet ตกสัปดาห์ละ AU$210 และใกล้กับมหาวิทยาลัยเดินไปเรียนได้ประมาณ 20 นาที โชคดีที่พอมีคนที่รู้จักก่อนหน้านี้เรียนอยู่ที่นี่ จึงมีคนคอยให้คำแนะนำช่วยเหลือครับ อาหารทำทานเองทุกวัน ทำอาหารได้อร่อยขึ้นมากครับ ทำไปทานที่มหาวิทยาลัย ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายประจำเดือนได้มาก ค่าอาหารตกสัปดาห์ละ AU$40 ค่าใช้จ่ายโดยรวมที่จำเป็นก็ประมาณ AU$1,000 ต่อเดือนครับ

ตอนนี้เพิ่งเรียนจบ Master of Brain and Mind Science และกำลังจะกลับเมืองไทยเพื่อไปทำงานต่อยังสถาบันที่ได้ให้ทุนการศึกษามาครับ (ได้รับทุนจากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า) สำหรับคนที่กำลังจะมาเรียนที่ออสเตรเลีย แนะนำให้เตรียมตัวด้านภาษาและสุขภาพมาครับ แม้ไม่มีโรคประจำตัวก็ควรเตรียมยาสามัญที่จำเป็นและอาจต้องใช้บ่อยๆ มาด้วยครับ

ปล.พี่ษา insight ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ ช่วยเหลือเรื่องการเตรียมตัว และจัดการปัญหาขัดข้องที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินการได้เป็นอย่างดีครับ

พันตรีนายแพทย์ณัฐพล โชคไมตรี (หมอณัฐ)

สำเร็จการศึกษา: Master of Brain and Mind Science, University of Sydney

 

เลือกมาเรียนที่ University of Sydney เพราะสถาบันมีชื่อเสียง และน่าเชื่อถือในสาขาวิชาที่สนใจคือ Master of Brain and Mind Science  ค่าเล่าเรียนเหมาะสม และคิดว่าเราน่าจะปรับตัวกับสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมในออสเตรเลียได้ดีกว่าเลือกไปศึกษาต่อทางโซนยุโรปหรืออเมริกา ซึ่งออสเตรเลียก็มีระบบการศึกษาที่น่าเชื่อถือใกล้เคียงกัน

สิ่งที่ประทับใจ คือ การเรียนการสอนซึ่งแตกต่างไปจากที่เคยได้สัมผัสจากสถานศึกษาในประเทศไทย ความเป็นระเบียบของบ้านเมือง ความสะดวกสบายในการเดินทาง

เรื่องความเป็นอยู่ ส่วนตัวหาที่พักผ่านทาง website ที่มีชื่อว่า Gumtree ได้พักกับเจ้าของบ้านคนไทย แบบแชร์บ้าน ค่าเช่าห้องเดี่ยวรวมน้ำ ไฟ Internet ตกสัปดาห์ละ AU$210 และใกล้กับมหาวิทยาลัยเดินไปเรียนได้ประมาณ 20 นาที โชคดีที่พอมีคนที่รู้จักก่อนหน้านี้เรียนอยู่ที่นี่ จึงมีคนคอยให้คำแนะนำช่วยเหลือครับ อาหารทำทานเองทุกวัน ทำอาหารได้อร่อยขึ้นมากครับ ทำไปทานที่มหาวิทยาลัย ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายประจำเดือนได้มาก ค่าอาหารตกสัปดาห์ละ AU$40 ค่าใช้จ่ายโดยรวมที่จำเป็นก็ประมาณ AU$1,000 ต่อเดือนครับ

ตอนนี้เพิ่งเรียนจบ Master of Brain and Mind Science และกำลังจะกลับเมืองไทยเพื่อไปทำงานต่อยังสถาบันที่ได้ให้ทุนการศึกษามาครับ (ได้รับทุนจากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า) สำหรับคนที่กำลังจะมาเรียนที่ออสเตรเลีย แนะนำให้เตรียมตัวด้านภาษาและสุขภาพมาครับ แม้ไม่มีโรคประจำตัวก็ควรเตรียมยาสามัญที่จำเป็นและอาจต้องใช้บ่อยๆ มาด้วยครับ

ปล.พี่ษา insight ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ ช่วยเหลือเรื่องการเตรียมตัว และจัดการปัญหาขัดข้องที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินการได้เป็นอย่างดีครับ

nut-u-syd
giff-uom

Chiraphon CHOKCHAINUN (Giff)
Currently studying: Bachelor of Commerce in University of Melbourne

Australia is my chosen choice due to its long and interesting history. Apart from the pleasant weather, Australia has many attractive sites to explore and broaden my perspectives. I have chosen to study in Melbourne due to it being humdrum and cosmopolitan society. It has widened my horizon to be more accepting towards the differences and uniqueness of other culture.

I have chosen University of Melbourne due to its world-class teaching quality and facilities. Teaching staff members are very experienced and knowledgeable in their specialized areas. They enrich me with their knowledge and incorporated with their unique experiences, which make the subjects more engaging and practical.

My expectations before flying to Melbourne would be freezing weather and slow-paced way of life. What makes my time in Melbourne a pleasant one would be my fellow Thai and international friends who make my time there a fruitful and memorable one. They share the same experience and thoughts, which lead us to being a life-long company that is worth to keep.

In terms of adapting to the new environment, Melbourne has many differences as compared to Thailand. Melbourne’s weather can be hectic at times, which makes me to always be prepared to bring umbrella and check weather forecast before leaving my room. The temperature of one particular day can be a complete contrast as compared to the next day. Overall, I really enjoy every single moment in Melbourne as it teaches me to be well organized and always utilize my available time. I have become more independent and willing to learn new things by getting involved in University of Melbourne Thai Society Association by organizing events for the members to enjoy their time as students. To save up on monthly expenses, cooking at home is one of the effective ways to do so.

For those who intend to study in Australia, do research on their culture and their way of life in order to adapt to the country more quickly. By having a good foundation in English language, it would be more convenient to carry out a day-to-day activity. Melbourne is known for being the city that has one of the highest costs of living in the world. Hence, it would be advisable to be conscious in our spending habits.

After graduation in June 2017, my plan is to be in the real estate industry as it is the area of my interest. I would be working in Singapore where I have to serve my bond for the period of 3 years before returning to Thailand to settle down for good and work.

Chiraphon CHOKCHAINUN (Giff)
Currently studying: Bachelor of Commerce in University of Melbourne

Australia is my chosen choice due to its long and interesting history. Apart from the pleasant weather, Australia has many attractive sites to explore and broaden my perspectives. I have chosen to study in Melbourne due to it being humdrum and cosmopolitan society. It has widened my horizon to be more accepting towards the differences and uniqueness of other culture.

I have chosen University of Melbourne due to its world-class teaching quality and facilities. Teaching staff members are very experienced and knowledgeable in their specialized areas. They enrich me with their knowledge and incorporated with their unique experiences, which make the subjects more engaging and practical.

My expectations before flying to Melbourne would be freezing weather and slow-paced way of life. What makes my time in Melbourne a pleasant one would be my fellow Thai and international friends who make my time there a fruitful and memorable one. They share the same experience and thoughts, which lead us to being a life-long company that is worth to keep.

In terms of adapting to the new environment, Melbourne has many differences as compared to Thailand. Melbourne’s weather can be hectic at times, which makes me to always be prepared to bring umbrella and check weather forecast before leaving my room. The temperature of one particular day can be a complete contrast as compared to the next day. Overall, I really enjoy every single moment in Melbourne as it teaches me to be well organized and always utilize my available time. I have become more independent and willing to learn new things by getting involved in University of Melbourne Thai Society Association by organizing events for the members to enjoy their time as students. To save up on monthly expenses, cooking at home is one of the effective ways to do so.

For those who intend to study in Australia, do research on their culture and their way of life in order to adapt to the country more quickly. By having a good foundation in English language, it would be more convenient to carry out a day-to-day activity. Melbourne is known for being the city that has one of the highest costs of living in the world. Hence, it would be advisable to be conscious in our spending habits.

After graduation in June 2017, my plan is to be in the real estate industry as it is the area of my interest. I would be working in Singapore where I have to serve my bond for the period of 3 years before returning to Thailand to settle down for good and work.

giff-uom
p-curtin

Jirut Panrakwong (P)

Currently studying English program leading to MBA (Global) at Curtin University

————————————————————————————————————————————–

Why Perth?

  • Because Perth it is not far from Thailand and the time is not too different. Another reason is there are many beautiful places such as Frementle, King park.

What about studying English at Curtin University?

  • They have many methods to teach a student. For example, discussing in your group about the article, it very funny. They have unit test every week but do not worry it is not too difficult. They have many activities in university such as volunteer, picnic. They have free classes to studying English if you want to improve your English you can join with them.

How to find share house or room in Perth?

  • You can find it on the internet or the announcement board in the university. They have many websites such as flatmates or on the university website, they have both on-campus and off-campus.

What you should prepare before comeing here?

  • You should prepare yourself because it has many things different such as the weather, the foods. But do not worry about it, it is not difficult.

What items you should bring along with you?

  1. Drink container, it very expensive in Australia. You can refill it from the tap in your house or the water machine in the university, it will save you money a lot.
  2. Food container, it very expensive too. The food in the university or shopping malls is very expensive. You should cook it by yourself and take it to your lunch.
  3. Umbrella, it very expensive too. You should choose a very strong umbrella because the weather in Australia is very windy. If your umbrella is not strong, I will be flip.
  4. Notebook for lecture and writing materials.
  5. Dictionary, I suggest English-English dictionary.

What items you should not bring along with you?

  1. Cream – face cream, body cream, sunscreen if it not necessary do not bring it along with you. It will worst you luggage’s weight. It is very cheap in Australia. You can check your cream in website, mychemist.com.au. I suggest you to buy new one in here.
  2. Perfume – same as cream.

Jirut Panrakwong (P)

Currently studying English program leading to MBA (Global) at Curtin University

————————————————————————————————————————————–

Why Perth?

  • Because Perth it is not far from Thailand and the time is not too different. Another reason is there are many beautiful places such as Frementle, King park.

What about studying English at Curtin University?

  • They have many methods to teach a student. For example, discussing in your group about the article, it very funny. They have unit test every week but do not worry it is not too difficult. They have many activities in university such as volunteer, picnic. They have free classes to studying English if you want to improve your English you can join with them.

How to find share house or room in Perth?

  • You can find it on the internet or the announcement board in the university. They have many websites such as flatmates or on the university website, they have both on-campus and off-campus.

What you should prepare before comeing here?

  • You should prepare yourself because it has many things different such as the weather, the foods. But do not worry about it, it is not difficult.

What items you should bring along with you?

  1. Drink container, it very expensive in Australia. You can refill it from the tap in your house or the water machine in the university, it will save you money a lot.
  2. Food container, it very expensive too. The food in the university or shopping malls is very expensive. You should cook it by yourself and take it to your lunch.
  3. Umbrella, it very expensive too. You should choose a very strong umbrella because the weather in Australia is very windy. If your umbrella is not strong, I will be flip.
  4. Notebook for lecture and writing materials.
  5. Dictionary, I suggest English-English dictionary.

What items you should not bring along with you?

  1. Cream – face cream, body cream, sunscreen if it not necessary do not bring it along with you. It will worst you luggage’s weight. It is very cheap in Australia. You can check your cream in website, mychemist.com.au. I suggest you to buy new one in here.
  2. Perfume – same as cream.
p-curtin
field-uts

ชญานิศ กิติยามาศ (ฟิลด์)
กำลังเรียน Master of Engineering and Master of Engineering Management ที่ University of Technology, Sydney (UTS)

เลือกเรียนปริญญาโทที่ออสเตรเลีย เพราะประทับใจออสเตรเลียตั้งแต่ตอนไปเรียนภาษาช่วงซัมเมอร์ที่เมือง Perth ชอบอากาศ ชอบวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ ผู้คน อากาศที่นั่นดีมาก ตอนนั้นไปช่วงฤดูหนาวพอดี อากาศเย็นสบาย คนที่นั่นก็เป็นมิตร เจอกันก็ทักทายกันตลอดทั้งๆที่ไม่ได้รู้จักกัน การคมนาคมก็สะดวก รถไฟรถบัสที่นั่นตรงเวลามาก ตอนนั้นก็เลยคิดว่าอยากมาต่อปริญญาโทที่นี่ ตอนแรกอยากกลับไปที่ Perth แต่ได้เลือกมหาวิทยาลัยจากหลักสูตรที่ตัวเองสนใจเป็นหลัก บวกกับคำแนะนำจากพี่เอเจนซี่ (Insight) และจากเพื่อนๆที่รู้จัก จึงมาเรียนที่ UTS เพราะมีสาขาวิชาตรงกับที่ตัวเองอยากเรียน
การเรียนการสอนของที่นี่ ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับเด็กไทย เพราะเค้าจะเน้นให้ทำงานส่ง งานส่วนใหญ่เป็นงานเขียนซึ่งต้องอ้างอิงจากข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ทำให้เราได้ความรู้ที่กว้างขวางมากขึ้น เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่นอีกต่อนึง ถือได้ว่าเป็นประโยชน์ต่อการใช้งานจริงในชีวิตการทำงานในอนาคต ในส่วนของการทำงาน Part-time ก็สนุกไปอีกแบบ เพราะที่โน่นมีชั่วโมงเรียนต่ออาทิตย์ไม่เยอะ เลยมีเวลาว่างหางานทำแก้เบื่อ และเราเองก็ได้ฝึกการบริหารเวลา
การปรับตัวในการใช้ชีวิตไม่ได้ยากอะไรเท่าไหร่ เพราะซิดนีย์เป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมค่อนข้างหลากหลาย คนที่นี่เป็นสไตล์อยู่กันแบบง่ายๆ ไม่ได้เคร่งเครียดอะไรมาก เราจึงไม่ต้องไปกังวลอะไรกับการใช้ชีวิตที่นี่เท่าไหร และซิดนีย์เป็นเมืองที่คนค่อนข้างเยอะ คนไทยเยอะ เพราะฉะนั้นงานที่เมืองนี้เป็นอะไรที่หาไม่ยากเลย ค่าแรงที่นี่ก็ถือว่าดี เอาจริงๆคนส่วนใหญ่เลือกซิดนีย์เพราะหางานง่ายด้วย
ค่าใช้จ่ายที่ซิดนีย์ทุกอย่างจะคิดเป็นรายอาทิตย์ พวกค่าแรงงานประจำ ค่าที่พักจะคิดเป็นรายอาทิตย์หมดเลย ค่าใช้จ่ายที่โน่นถือว่าค่อนข้างสูงถ้าเทียบกับที่ไทย เพราะค่าแรงของเขาก็สูงกว่าที่ไทยด้วย ปกติก็จะทำกับข้าวกินเองบ้าง ถือว่าประหยัดกว่าซื้อกินได้เยอะเลย ไปอยู่บ้านพักแชร์กับคนไทย เพราะมหาวิทยาลัยอยู่ในตัวเมืองเลยต้องหาที่พักแถวตัวเมือง ซึ่งราคาก็จะแพงกว่ารอบนอก แต่หักลบค่าเดินทางก็ถือได้ว่าสะดวกกว่า
มาเรียนที่นี่ คิดว่าได้เห็นโลกกว้างขึ้น ใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเอง โตขึ้นกว่าเดิมเยอะ มีความเป็นผู้ใหญ่ไปอีกขั้นนึง กล้าคิดกล้าแสดงออกมากขึ้น ได้ประสบการณ์ใหม่ๆจากการรู้จักคนใหม่ๆ มีสังคมที่หลากหลาย ทั้งหลากหลายอายุ และวัฒนธรรม สิ่งที่อยากแนะนำสำหรับผู้สนใจมาเรียนที่ออสเตรเลีย ควรมีพื้นฐานในด้านภาษามาระดับนึง ระดับที่สามารถสื่อสารเข้าใจ คนที่นี่มีหลากหลายเชื้อชาติ ทำให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องการออกเสียง เพราะที่นี่มีสำเนียงที่แตกต่างกัน สำหรับเรื่องเรียนในเทอมแรกอาจจะกังวลหน่อย เพราะยังปรับตัวไม่ได้ แต่พอปรับตัวได้ก็จะสบายขึ้น เรียนที่นี่เค้าแบ่งเป็นงาน 50% อีก 50% เป็นสอบ เน้นความเข้าใจ เน้นการแสดงความคิดเห็นของเรา เค้าจะเคร่งมาในเรื่องการคัดลอกงานของคนอื่น ที่นี่ถ้าเราแบ่งเวลาได้ดี การเรียนไม่เหนื่อยเลย งานทุกชิ้นอาจารย์จะอธิบายอย่างละเอียด ว่าเค้าต้องการอะไรในงานนั้น ถ้าเราทำงานตั้งแต่เนิ่นๆ ตรงไหนที่ไม่เข้าใจเราก็สามารถไปปรึกษาอาจารย์ได้เลย เรียนที่นี่เน้นให้เราศึกษาเอง เพราะฉะนั้นยิ่งเราอ่านมาก เราก็จะได้เปรียบกว่าเพื่อนคนอื่นๆที่เรียนด้วยกัน

ชญานิศ กิติยามาศ (ฟิลด์)
กำลังเรียน Master of Engineering and Master of Engineering Management ที่ University of Technology, Sydney (UTS)

เลือกเรียนปริญญาโทที่ออสเตรเลีย เพราะประทับใจออสเตรเลียตั้งแต่ตอนไปเรียนภาษาช่วงซัมเมอร์ที่เมือง Perth ชอบอากาศ ชอบวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ ผู้คน อากาศที่นั่นดีมาก ตอนนั้นไปช่วงฤดูหนาวพอดี อากาศเย็นสบาย คนที่นั่นก็เป็นมิตร เจอกันก็ทักทายกันตลอดทั้งๆที่ไม่ได้รู้จักกัน การคมนาคมก็สะดวก รถไฟรถบัสที่นั่นตรงเวลามาก ตอนนั้นก็เลยคิดว่าอยากมาต่อปริญญาโทที่นี่ ตอนแรกอยากกลับไปที่ Perth แต่ได้เลือกมหาวิทยาลัยจากหลักสูตรที่ตัวเองสนใจเป็นหลัก บวกกับคำแนะนำจากพี่เอเจนซี่ (Insight) และจากเพื่อนๆที่รู้จัก จึงมาเรียนที่ UTS เพราะมีสาขาวิชาตรงกับที่ตัวเองอยากเรียน
การเรียนการสอนของที่นี่ ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับเด็กไทย เพราะเค้าจะเน้นให้ทำงานส่ง งานส่วนใหญ่เป็นงานเขียนซึ่งต้องอ้างอิงจากข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ทำให้เราได้ความรู้ที่กว้างขวางมากขึ้น เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่นอีกต่อนึง ถือได้ว่าเป็นประโยชน์ต่อการใช้งานจริงในชีวิตการทำงานในอนาคต ในส่วนของการทำงาน Part-time ก็สนุกไปอีกแบบ เพราะที่โน่นมีชั่วโมงเรียนต่ออาทิตย์ไม่เยอะ เลยมีเวลาว่างหางานทำแก้เบื่อ และเราเองก็ได้ฝึกการบริหารเวลา
การปรับตัวในการใช้ชีวิตไม่ได้ยากอะไรเท่าไหร่ เพราะซิดนีย์เป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมค่อนข้างหลากหลาย คนที่นี่เป็นสไตล์อยู่กันแบบง่ายๆ ไม่ได้เคร่งเครียดอะไรมาก เราจึงไม่ต้องไปกังวลอะไรกับการใช้ชีวิตที่นี่เท่าไหร และซิดนีย์เป็นเมืองที่คนค่อนข้างเยอะ คนไทยเยอะ เพราะฉะนั้นงานที่เมืองนี้เป็นอะไรที่หาไม่ยากเลย ค่าแรงที่นี่ก็ถือว่าดี เอาจริงๆคนส่วนใหญ่เลือกซิดนีย์เพราะหางานง่ายด้วย
ค่าใช้จ่ายที่ซิดนีย์ทุกอย่างจะคิดเป็นรายอาทิตย์ พวกค่าแรงงานประจำ ค่าที่พักจะคิดเป็นรายอาทิตย์หมดเลย ค่าใช้จ่ายที่โน่นถือว่าค่อนข้างสูงถ้าเทียบกับที่ไทย เพราะค่าแรงของเขาก็สูงกว่าที่ไทยด้วย ปกติก็จะทำกับข้าวกินเองบ้าง ถือว่าประหยัดกว่าซื้อกินได้เยอะเลย ไปอยู่บ้านพักแชร์กับคนไทย เพราะมหาวิทยาลัยอยู่ในตัวเมืองเลยต้องหาที่พักแถวตัวเมือง ซึ่งราคาก็จะแพงกว่ารอบนอก แต่หักลบค่าเดินทางก็ถือได้ว่าสะดวกกว่า
มาเรียนที่นี่ คิดว่าได้เห็นโลกกว้างขึ้น ใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเอง โตขึ้นกว่าเดิมเยอะ มีความเป็นผู้ใหญ่ไปอีกขั้นนึง กล้าคิดกล้าแสดงออกมากขึ้น ได้ประสบการณ์ใหม่ๆจากการรู้จักคนใหม่ๆ มีสังคมที่หลากหลาย ทั้งหลากหลายอายุ และวัฒนธรรม สิ่งที่อยากแนะนำสำหรับผู้สนใจมาเรียนที่ออสเตรเลีย ควรมีพื้นฐานในด้านภาษามาระดับนึง ระดับที่สามารถสื่อสารเข้าใจ คนที่นี่มีหลากหลายเชื้อชาติ ทำให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องการออกเสียง เพราะที่นี่มีสำเนียงที่แตกต่างกัน สำหรับเรื่องเรียนในเทอมแรกอาจจะกังวลหน่อย เพราะยังปรับตัวไม่ได้ แต่พอปรับตัวได้ก็จะสบายขึ้น เรียนที่นี่เค้าแบ่งเป็นงาน 50% อีก 50% เป็นสอบ เน้นความเข้าใจ เน้นการแสดงความคิดเห็นของเรา เค้าจะเคร่งมาในเรื่องการคัดลอกงานของคนอื่น ที่นี่ถ้าเราแบ่งเวลาได้ดี การเรียนไม่เหนื่อยเลย งานทุกชิ้นอาจารย์จะอธิบายอย่างละเอียด ว่าเค้าต้องการอะไรในงานนั้น ถ้าเราทำงานตั้งแต่เนิ่นๆ ตรงไหนที่ไม่เข้าใจเราก็สามารถไปปรึกษาอาจารย์ได้เลย เรียนที่นี่เน้นให้เราศึกษาเอง เพราะฉะนั้นยิ่งเราอ่านมาก เราก็จะได้เปรียบกว่าเพื่อนคนอื่นๆที่เรียนด้วยกัน

field-uts
explore-nong-great

ศุภิษา ศรีสวัสดิ์ (น้องเกรท)

กำลังเรียนภาษา General English ที่ Explore English, Melbourne

เกรทเลือกออสเตรเลียเพราะเป็นประเทศที่อากาศดี ไปกลับเมืองไทยได้ง่ายกว่าประเทศใหญ่ๆ เช่น อังกฤษ อเมริกา

สิ่งที่ประทับใจเมื่อมาอยู่เมลเบิร์น์ คือเมลเบิร์นเป็นเมืองที่สวย อากาศดี แต่ไม่ได้มีสถานที่ท่องเที่ยวมากนัก แต่มันสวยงามมากคะ แรกๆที่มาก็ยังไม่ค่อยชิน ถือว่าอยู่ยากเลยทีเดียว แต่พออยู่ได้สักพักก็สามารถปรับตัวได้ เริ่มมีเพื่อนมีสังคมมากขึ้น อยู่แล้วจะรู้สึกไม่อยากกลับ 55555

เพื่อนๆ ที่โรงเรียนก็ดีมากน่ารักทุกคน ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ ที่ Explore English คนไทยไม่เยอะมาก คุณครูสอนดีมากคะ เกรทคาดหวังว่าจะพัฒนาภาษาอังกฤษให้ดีขึ้น  เพราะตามความเป็นจริงโลกในปัจจุบันของเราถ้าใครไม่ได้ภาษาก็อาจจะอยู่ยาก เลยอยากจะมาศึกษาภาษาให้ได้มากขึ้น

ค่าที่พักถ้าเป็นในเมืองแบบแชร์ห้องจะประมาณ A$150-A$200 ต่อสัปดาห์  (ขึ้นอยู่กับสภาพของห้องพัก) ส่วนตัวพักอยู่กับป้าเลยประหยัดค่าใช้จ่ายไปบ้าง แต่ก็ต้องเสียค่ารถไฟ และส่วนใหญ่จะทำอาหารกินเองคะ เพราะกินข้าวนอกบ้านจะค่อนข้างแพง ส่วนเรื่องการหางาน หาง่ายมาก ตอนนี้เกรทก็ทำงานพิเศษเป็นพนักงานเสิรฟในร้านอาหารไทยอยู่คะ เพื่อเป็นการฝึกภาษา ค่าแรงขึ้นอยู่กับร้าน  บางร้านจ่ายเหมาเป็นชิพ A$60-A$80 แล้วแต่งาน แบ่งเป็นชิฟเช้า-เย็น บางร้านจ่ายเป็นชั่วโมง A$10-A$15 ต่อชั่วโมง ร้านไทย ถ้าร้านฝรั่ง A$20 อัฟต่อชั่วโมง คะ

แนะนำเพื่อนๆพี่ๆที่อยากจะมาเรียนนะคะ ถ้าคนที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษดีก็ถือว่าดี แต่ถ้าใครไม่มีพื้นฐานเลยก็มาฝึกที่นี้ได้คะ ไม่ต้องกลัวว่าจะอยู่ไม่ได้ทุกอย่างมันจะฝึกเราให้เราอยู่ได้เอง อาจจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ทุกอย่างมันทำให้เราโตขึ้นมากทั้งการเจอผู้คนการดำเนินชีวิต  เกรทรู้สึกตัวเองโตขึ้นมากคะ ต้องเรียนรู้ ต้องทำอะไรเองหลายอย่างต้องรู้จักเอาตัวรอด เพราะเราก็เจอผู้คนหลายแบบและที่สำคัญทุกอย่างต้องใช้ภาษาอังกฤษทั้งสิ้นค่ะ

ศุภิษา ศรีสวัสดิ์ (น้องเกรท)

กำลังเรียนภาษา General English ที่ Explore English, Melbourne

เกรทเลือกออสเตรเลียเพราะเป็นประเทศที่อากาศดี ไปกลับเมืองไทยได้ง่ายกว่าประเทศใหญ่ๆ เช่น อังกฤษ อเมริกา

สิ่งที่ประทับใจเมื่อมาอยู่เมลเบิร์น์ คือเมลเบิร์นเป็นเมืองที่สวย อากาศดี แต่ไม่ได้มีสถานที่ท่องเที่ยวมากนัก แต่มันสวยงามมากคะ แรกๆที่มาก็ยังไม่ค่อยชิน ถือว่าอยู่ยากเลยทีเดียว แต่พออยู่ได้สักพักก็สามารถปรับตัวได้ เริ่มมีเพื่อนมีสังคมมากขึ้น อยู่แล้วจะรู้สึกไม่อยากกลับ 55555

เพื่อนๆ ที่โรงเรียนก็ดีมากน่ารักทุกคน ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ ที่ Explore English คนไทยไม่เยอะมาก คุณครูสอนดีมากคะ เกรทคาดหวังว่าจะพัฒนาภาษาอังกฤษให้ดีขึ้น  เพราะตามความเป็นจริงโลกในปัจจุบันของเราถ้าใครไม่ได้ภาษาก็อาจจะอยู่ยาก เลยอยากจะมาศึกษาภาษาให้ได้มากขึ้น

ค่าที่พักถ้าเป็นในเมืองแบบแชร์ห้องจะประมาณ A$150-A$200 ต่อสัปดาห์  (ขึ้นอยู่กับสภาพของห้องพัก) ส่วนตัวพักอยู่กับป้าเลยประหยัดค่าใช้จ่ายไปบ้าง แต่ก็ต้องเสียค่ารถไฟ และส่วนใหญ่จะทำอาหารกินเองคะ เพราะกินข้าวนอกบ้านจะค่อนข้างแพง ส่วนเรื่องการหางาน หาง่ายมาก ตอนนี้เกรทก็ทำงานพิเศษเป็นพนักงานเสิรฟในร้านอาหารไทยอยู่คะ เพื่อเป็นการฝึกภาษา ค่าแรงขึ้นอยู่กับร้าน  บางร้านจ่ายเหมาเป็นชิพ A$60-A$80 แล้วแต่งาน แบ่งเป็นชิฟเช้า-เย็น บางร้านจ่ายเป็นชั่วโมง A$10-A$15 ต่อชั่วโมง ร้านไทย ถ้าร้านฝรั่ง A$20 อัฟต่อชั่วโมง คะ

แนะนำเพื่อนๆพี่ๆที่อยากจะมาเรียนนะคะ ถ้าคนที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษดีก็ถือว่าดี แต่ถ้าใครไม่มีพื้นฐานเลยก็มาฝึกที่นี้ได้คะ ไม่ต้องกลัวว่าจะอยู่ไม่ได้ทุกอย่างมันจะฝึกเราให้เราอยู่ได้เอง อาจจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ทุกอย่างมันทำให้เราโตขึ้นมากทั้งการเจอผู้คนการดำเนินชีวิต  เกรทรู้สึกตัวเองโตขึ้นมากคะ ต้องเรียนรู้ ต้องทำอะไรเองหลายอย่างต้องรู้จักเอาตัวรอด เพราะเราก็เจอผู้คนหลายแบบและที่สำคัญทุกอย่างต้องใช้ภาษาอังกฤษทั้งสิ้นค่ะ

explore-nong-great
for-webkhun-nu

วิษณุ ราชคม (นุ)

เพิ่งเรียนจบปริญญาโท  Master of Business Administration, University of Tasmania

ปัจจุบัน: กำลังรอผลการพิจารณาวีซ่า Post Study Work Visa  เพื่อทำงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในออสเตรเลียต่ออีก 2 ปี (หากได้รับอนุมัติวีซ่า)

 

———————————————————————————————————————————————————

 

หลังจากเรียนจบภาษาเบื้องต้นที่สิงค์โปร์ ด้วยความที่อยากหาประสบการณ์ใหม่ๆ  เลยคิดว่าอยากไปเรียนต่อในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักเพื่อพัฒนาภาษาอังกฤษให้ดีขึ้นกว่านี้ แต่ว่าเรียนต่อในต่างประเทศนั้นค่าใช่จ่ายแพงมาก เลยต้องมานั่งคิดว่าที่ไหนเหมาะสมกับเรา คิดไว้ในใจมี USA, England and Australia คิดอยู่นานเลยได้ข้อสรุปว่าเรียนที่ออสเตรเลียนี่แหละ ค่าใช้จ่ายไม่น่าจะแพงมาก ทำงานพิเศษได้ด้วย แถมไม่ไกลจากบ้านเกินไป ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็กลับไทยได้ง่าย

ทำไมเลือกมาเรียนเมือง Hobart เมืองเล็กๆ ที่เกาะ Tasmania … ไม่รู้เหมือนกัน กระแสใจนำทางไป 55555…. เปล่าเลย ที่เลือกเกาะนี้ เพราะ ปรึกษาพี่อุษาแล้ว เห็นว่าคนไทยในเกาะนี้น้อย (แต่ก็ไม่วาย อยู่กะแก็งคนไทยเหมือนเดิม 555) และที่สำคัญค่าเทอมก็ไม่แพงมากเหมือน Sydney and Melbourne ส่วนสถานที่เรียน ไม่ได้คิดถึงเลย ก่อนไปนี้คิดแต่เรื่อองค่าใช้จ่ายจะพอไม่ จะหางานทำได้หรือเปล่า เรียนจะได้ไหวไหม แล้วเจอเพื่อนใหม่จะเป็นอย่างไร เราจะเข้ากับคนอื่นได้หรือเปล่า แต่พอได้มาเรียนที่ University of Tasmania นี้จริงๆจังๆ กลับชอบ เพราะอาจารย์ที่นี้ค่อนข้างเข้าใจเอเชีย (ด้วยความที่คนเอเชียมาเรียนที่เกาะนี้เยอะเหมือนกัน) ถึงแม้เรามาตอนแรกๆจะรู้สึกเกรงและกังวลใจ กับสถานที่ใหม่ คนใหม่ๆ กลับกลายเป็น สนุกไปกับการเจอเพื่อนใหม่ สถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ (บอกเลยสวยมาก) กินอะไรที่เรายังไม่เคยกินหรือสถานที่เราไม่ค่อยไป (แต่ก่อนนี้กินไวน์ไม่เป็นเลยเดี๋ยวนี้เหรอ สบายยย 5555)    ส่วนการทำงานที่นี้เท่าที่เห็นๆ เพื่อนๆ ส่วนใหญ่ทำงานร้านอาหารกันเยอะ ร้านไทยบ้าง จีน ญี่ปุ่นบ้าง (ผมทำงานร้านอาหารไทยแหละ) หรือไม่ก็ภาษาดีหน่อยก็ไปทำ café กับฝรั่งกัน งานอาจจะไม่เยอะเท่าที่ Sydney and Melbourne  งานที่นี้ก็หาได้ไม่ยากมาก ลองถามงานจากเพื่อนในห้องบ้าง หรือยื่น resume ตามร้านเลยก็ได้ ทำงานร้านเอเชีย เริ่มต้นที่ A$10 ต่อชั่วโมง (แล้วแต่ความสามารถและประสบการณ์) ร้านฝรั่งเริ่มที่ A$18-A$25 ต่อชั่วโมง (ผมไม่เคยทำนะครับ แต่เพื่อนๆ ที่ทำบอกมา)  ถ้าเทียบกับเมืองใหญ่ๆ อาจจะมองว่าอยู่เมืองนี่ไม่ค่อยคุ้ม แต่ข้อดีของเมืองนี้ที่เห็นได้ชัดคือค่าที่พักค่อนข้างจะถูกกว่าถ้าเทียบกับเมืองใหญ่ๆอย่าง Sydney and Melbourne  ราคาที่พักในเมือง Hobart, Tasmania ตอนนี้ ประมาณ A$150 ต่อสัปดาห์  ขนาดห้องใหญ่พอสมควร (แล้วแต่ว่าอยู่ใกล้หรือไกลมหาวิทยาลัยซึ่งจะมีผลกับขนาดและราคาห้อง) แต่ถ้าเอาราคานี้ที่ main land อยู่เป็นห้องคนเดียวไม่ได้ แพงมาก เพื่อนอยู่ Sydney อยู่กลางเมืองเลย อยู่กับแฟน จ่าย A$130 ต่อสัปดาห์ ต่อคน ยังต้องนอนอยู่ห้องนั่งเล่น แล้วยังต้องทำผ้ากั้นห้องแบบให้คนอื่นนอนด้วยอีก

สิ่งที่ได้จากการมาเรียนที่ออสเตรเลีย … ทำกับข้าวเก่งขึ้นมั้ง (อันนี้ไม่ได้มั่วแม่ก็ชม 5555) ทำอะไรด้วยตัวเองมากขึ้น ขยันมากขึ้น ได้รู้จักคนมากหน้าหลายตา เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่เรายังไม่เคยทำ เช่นทำกับข้าว หั่นผัก หรือขับรถส่งอาหารตามบ้านลูกค้า พร้อมๆ กับการตั้งใจเรียนเพื่อให้ผ่านไปให้ได้ ทำให้เรามีความอดทนมากขึ้น

คำแนะนำสำหรับคนที่อยากมาเรียนที่นี้?

ต้องยอมรับเลยว่าภาษาดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ยิ่งเตรียมตัวมาก่อนได้มากเท่าไร พอมาเรียนแล้วจะสบายมากไม่ต้องมาเครียดหนักทีหลัง ผมไม่ตั้งใจเรียนแล้วกลับมาเรียนใหม่ยากมากกว่าจะเรียนจบเครียดกว่าคนอื่นหลายเท่าเพราะภาษาของเราไม่แน่น แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้ด้วยดี (นี่จบมาได้ หมดกาแฟไปกี่ขวด Energy drink อีกกี่กระปอง ยังไม่นับ Macdonald ที่ออกไปกินจนเบื่อ555) แต่ไม่ต้องเครียดมากเรื่องเรียน เดี๋ยวพอมาเรียนแล้วขอให้ตั้งใจไงก็ผ่านไปได้ด้วยดี (ผมทำได้คุณก็ทำได้) และเรียนที่นี่เขามีทุนส่วนลดการศึกษาให้นักเรียนต่างชาติที่อยากมาเรียนต่อที่นี้อีกด้วยนะครับ (ส่วนนี้ถามพี่อุษาได้)

ส่วนคนที่ชอบใช้ชีวิต แบบลุยๆ ออกไปทำกิจกรรมข้างนอก เที่ยวธรรมชาติ ชอบความสงบเงียบไม่เจอคนพลุกพล่าน ไม่ชอบรถติด ชอบออกไปหาร้านกาแฟ ไวน์กินกัน ขอแนะนำเมืองนี้เลย ดีมากกกกกกกกกกก 5555

for-webkhun-nu

วิษณุ ราชคม (นุ)

เพิ่งเรียนจบปริญญาโท  Master of Business Administration, University of Tasmania

ปัจจุบัน: กำลังรอผลการพิจารณาวีซ่า Post Study Work Visa  เพื่อทำงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในออสเตรเลียต่ออีก 2 ปี (หากได้รับอนุมัติวีซ่า)

 

———————————————————————————————————————————————————

 

หลังจากเรียนจบภาษาเบื้องต้นที่สิงค์โปร์ ด้วยความที่อยากหาประสบการณ์ใหม่ๆ  เลยคิดว่าอยากไปเรียนต่อในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักเพื่อพัฒนาภาษาอังกฤษให้ดีขึ้นกว่านี้ แต่ว่าเรียนต่อในต่างประเทศนั้นค่าใช่จ่ายแพงมาก เลยต้องมานั่งคิดว่าที่ไหนเหมาะสมกับเรา คิดไว้ในใจมี USA, England and Australia คิดอยู่นานเลยได้ข้อสรุปว่าเรียนที่ออสเตรเลียนี่แหละ ค่าใช้จ่ายไม่น่าจะแพงมาก ทำงานพิเศษได้ด้วย แถมไม่ไกลจากบ้านเกินไป ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็กลับไทยได้ง่าย

ทำไมเลือกมาเรียนเมือง Hobart เมืองเล็กๆ ที่เกาะ Tasmania … ไม่รู้เหมือนกัน กระแสใจนำทางไป 55555…. เปล่าเลย ที่เลือกเกาะนี้ เพราะ ปรึกษาพี่อุษาแล้ว เห็นว่าคนไทยในเกาะนี้น้อย (แต่ก็ไม่วาย อยู่กะแก็งคนไทยเหมือนเดิม 555) และที่สำคัญค่าเทอมก็ไม่แพงมากเหมือน Sydney and Melbourne ส่วนสถานที่เรียน ไม่ได้คิดถึงเลย ก่อนไปนี้คิดแต่เรื่อองค่าใช้จ่ายจะพอไม่ จะหางานทำได้หรือเปล่า เรียนจะได้ไหวไหม แล้วเจอเพื่อนใหม่จะเป็นอย่างไร เราจะเข้ากับคนอื่นได้หรือเปล่า แต่พอได้มาเรียนที่ University of Tasmania นี้จริงๆจังๆ กลับชอบ เพราะอาจารย์ที่นี้ค่อนข้างเข้าใจเอเชีย (ด้วยความที่คนเอเชียมาเรียนที่เกาะนี้เยอะเหมือนกัน) ถึงแม้เรามาตอนแรกๆจะรู้สึกเกรงและกังวลใจ กับสถานที่ใหม่ คนใหม่ๆ กลับกลายเป็น สนุกไปกับการเจอเพื่อนใหม่ สถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ (บอกเลยสวยมาก) กินอะไรที่เรายังไม่เคยกินหรือสถานที่เราไม่ค่อยไป (แต่ก่อนนี้กินไวน์ไม่เป็นเลยเดี๋ยวนี้เหรอ สบายยย 5555)    ส่วนการทำงานที่นี้เท่าที่เห็นๆ เพื่อนๆ ส่วนใหญ่ทำงานร้านอาหารกันเยอะ ร้านไทยบ้าง จีน ญี่ปุ่นบ้าง (ผมทำงานร้านอาหารไทยแหละ) หรือไม่ก็ภาษาดีหน่อยก็ไปทำ café กับฝรั่งกัน งานอาจจะไม่เยอะเท่าที่ Sydney and Melbourne  งานที่นี้ก็หาได้ไม่ยากมาก ลองถามงานจากเพื่อนในห้องบ้าง หรือยื่น resume ตามร้านเลยก็ได้ ทำงานร้านเอเชีย เริ่มต้นที่ A$10 ต่อชั่วโมง (แล้วแต่ความสามารถและประสบการณ์) ร้านฝรั่งเริ่มที่ A$18-A$25 ต่อชั่วโมง (ผมไม่เคยทำนะครับ แต่เพื่อนๆ ที่ทำบอกมา)  ถ้าเทียบกับเมืองใหญ่ๆ อาจจะมองว่าอยู่เมืองนี่ไม่ค่อยคุ้ม แต่ข้อดีของเมืองนี้ที่เห็นได้ชัดคือค่าที่พักค่อนข้างจะถูกกว่าถ้าเทียบกับเมืองใหญ่ๆอย่าง Sydney and Melbourne  ราคาที่พักในเมือง Hobart, Tasmania ตอนนี้ ประมาณ A$150 ต่อสัปดาห์  ขนาดห้องใหญ่พอสมควร (แล้วแต่ว่าอยู่ใกล้หรือไกลมหาวิทยาลัยซึ่งจะมีผลกับขนาดและราคาห้อง) แต่ถ้าเอาราคานี้ที่ main land อยู่เป็นห้องคนเดียวไม่ได้ แพงมาก เพื่อนอยู่ Sydney อยู่กลางเมืองเลย อยู่กับแฟน จ่าย A$130 ต่อสัปดาห์ ต่อคน ยังต้องนอนอยู่ห้องนั่งเล่น แล้วยังต้องทำผ้ากั้นห้องแบบให้คนอื่นนอนด้วยอีก

สิ่งที่ได้จากการมาเรียนที่ออสเตรเลีย … ทำกับข้าวเก่งขึ้นมั้ง (อันนี้ไม่ได้มั่วแม่ก็ชม 5555) ทำอะไรด้วยตัวเองมากขึ้น ขยันมากขึ้น ได้รู้จักคนมากหน้าหลายตา เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่เรายังไม่เคยทำ เช่นทำกับข้าว หั่นผัก หรือขับรถส่งอาหารตามบ้านลูกค้า พร้อมๆ กับการตั้งใจเรียนเพื่อให้ผ่านไปให้ได้ ทำให้เรามีความอดทนมากขึ้น

คำแนะนำสำหรับคนที่อยากมาเรียนที่นี้?

ต้องยอมรับเลยว่าภาษาดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ยิ่งเตรียมตัวมาก่อนได้มากเท่าไร พอมาเรียนแล้วจะสบายมากไม่ต้องมาเครียดหนักทีหลัง ผมไม่ตั้งใจเรียนแล้วกลับมาเรียนใหม่ยากมากกว่าจะเรียนจบเครียดกว่าคนอื่นหลายเท่าเพราะภาษาของเราไม่แน่น แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้ด้วยดี (นี่จบมาได้ หมดกาแฟไปกี่ขวด Energy drink อีกกี่กระปอง ยังไม่นับ Macdonald ที่ออกไปกินจนเบื่อ555) แต่ไม่ต้องเครียดมากเรื่องเรียน เดี๋ยวพอมาเรียนแล้วขอให้ตั้งใจไงก็ผ่านไปได้ด้วยดี (ผมทำได้คุณก็ทำได้) และเรียนที่นี่เขามีทุนส่วนลดการศึกษาให้นักเรียนต่างชาติที่อยากมาเรียนต่อที่นี้อีกด้วยนะครับ (ส่วนนี้ถามพี่อุษาได้)

ส่วนคนที่ชอบใช้ชีวิต แบบลุยๆ ออกไปทำกิจกรรมข้างนอก เที่ยวธรรมชาติ ชอบความสงบเงียบไม่เจอคนพลุกพล่าน ไม่ชอบรถติด ชอบออกไปหาร้านกาแฟ ไวน์กินกัน ขอแนะนำเมืองนี้เลย ดีมากกกกกกกกกกก 5555

Motto – “ฝันให้ไกล มุ่งมั่นไปให้ถึง”

คุณรักชนก โคตรเจริญ (กบ)
นักเรียนทุนปริญญาเอก กำลังศึกษา Doctor of Philosophy (Nursing)
University of Queensland (UQ)

เลือกมาเรียนที่ UQ เพราะเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านการวิจัยของโลก สาขา Nursing ติดอันดับที่ 30 ของโลก (QS WU Ranking by Subject 2016) และเป็นมหาวิทยาลัยในกลุ่ม Group of Eight สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆก้าวหน้าและทันสมัยมากเอื้อต่อการเรียนและทำวิจัย ห้องสมุด ตำราเรียนและคณาจารย์คุณภาพมากๆ เข้าเรียนแล้วไม่ผิดหวัง สิ่งที่คาดหวังในอนาคต คืออยากทำงานวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำอื่นๆ ของออสเตรเลีย และมหาวิทยาลัยในอังกฤษหรืออเมริกาเพื่อสร้างเครือข่ายงานงานวิจัยในหัวข้อที่ตัวเองสนใจ ซึ่งเชื่อมั่นว่าการมาเรียนที่ UQ จะช่วยทำให้ความตั้งใจของเราเป็นไปได้ค่ะ

นอกจากนั้นประเทศออสเตรเลียยังอยู่ใกล้บ้าน อากาศใกล้เคียงกับเมืองไทย หนาวไม่มาก ทำให้ปรับตัวง่าย และ Brisbane (บริสเบน) เป็นเมืองที่ไม่วุ่นวาย เหมาะแก่การเรียน มีความเป็นธรรมชาติมาก ต้นไม้ ดอกไม้เยอะ คนที่นี่ส่วนใหญ่ Friendly การเดินทางสะดวก มีความปลอดภัยสูง ความประทับเกี่ยวกับออสเตรเลีย คือความเป็น Multicultural society ประเทศนี้เปิดรับทุกชาติ ศาสนา คนที่มาเรียนที่นี่จะได้เรียนรู้ และยอมรับความแตกต่างของเพื่อนต่างชาติได้ดีมากค่ะ

ชีวิต ความเป็นอยู่

ค่าใช้จ่ายที่นี่สำคัญคือ ที่พัก อาหารและการเดินทาง ที่พักมีตั้งแต่ราคา AU$100 – AU$300 กว่าๆ ต่อสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความใกล้ไกลมหาวิทยาลัยหรือ City เพราะถ้าใกล้มหาวิทยาลัยหรือ Supermarket เราสมารถเดินไปได้ ไม่ต้องเสียค่ารถ ค่าที่พักก็จะแพงหน่อย

อาหารถ้าคิดเป็นเงินไทยค่อนข้างแพง ทำกับข้าวเองประหยัดที่สุด ที่นี่มีร้านค้าปลีกของเอเชียพอสมควร มีของทุกอย่างเหมือนที่เมืองไทย ถ้าทำอาหารทานเองตกประมาณ AU$50 ต่อสัปดาห์ประหยัดได้มากๆ และได้ทานอาหารที่มีประโยชน์ด้วย

การเดินทางที่นี่ใช้รถเมล์สาธารณะสะดวกและตรงเวลา ราคาขึ้นอยู่กับโซนที่อยู่และความใกล้ไกลกับมหาวิทยาลัยหรือตัวเมือง ค่ารถประมาณ 100 บาทต่อวัน ถ้าที่พักใกล้มหาวิทยาลัยสามารถเดินไปได้จะช่วยประหยัดได้มากๆ แต่ถ้าเราใช้รถเมล์ประมาณ 9 รอบใน 1 สัปดห์ เราจะได้ขึ้นรถฟรีทั้งรถเมล์และรถไฟในวันเสาร์-อาทิตย์ ไม่ว่าจะเดินทางไกลแค่ไหนก็ฟรี นักเรียนส่วนใหญ่จะไปเที่ยวทะเลหรือที่ไกลๆ ช่วงเสาร์อาทิตย์ ไม่ต้องเสียค่ารถสาธารณะ ค่า Taxi ที่นี่แพงมากไม่แนะนำแต่ถ้าจะใช้แนะนำอูเบอร์ราคาจะถูกลงครึ่งหนึ่ง

ส่วนตัวเลือกที่พักแบบ Share house เป็นบ้านพักของคู่สามีภรรยาชาวออสเตรเลียที่ทำห้องแบ่งให้เช่า ติดแม่น้ำบริสเบน ใกล้กับ UQ เดินไปเรียนได้ประมาณ 30 นาที ถ้านั่งรถเมล์ไม่เกิน 10 นาที ห้องพักเป็นห้องเดี่ยวมีห้องน้ำส่วนตัว ค่าเช่า AU$175 ต่อสัปดาห์ (รวมบิลค่าน้ำค่าไฟ) ค่าอาหารทำทานเอง AU$50 ต่อสัปดาห์ ค่ารถใช้ประมาณเดือนละ AU$80-100 ต่อเดือน รวมค่าโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต และค่าใช้จ่ายส่วนตัว เดือนนึงก็อาจใช้จ่ายประมาณ AU$1,000 – AU$1,500 ค่ะ

เรื่องการหางานพิเศษทำ นักเรียนไทยส่วนใหญ่นิยมทำร้านอาหารไทย รายได้ค่อนข้างดีถึงดีมากขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความสามารถ ร้านอาหารไทยมีอยู่ทั่วไป คนต่างชาติชอบอาหารไทยมากๆ ค่าแรงประมาณ AU$80-150 (เวลาทำงานตั้งแต่ 4 โมงเย็น – 4 ทุ่ม) เสาร์อาทิตย์ หรือช่วง Holiday จะได้มากขึ้นอีก ขึ้นอยู่กับเจ้าของร้านและประสบการณ์ สำหรับนักเรียน PhD อาจช่วยอาจารย์ทำวิจัย หรือช่วยสอนก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นมาอีกค่ะ

คำแนะนำ

คนทั่วไปมักจะคิดว่าการเรียน PhD เมืองนอกง่ายกว่าในเมืองไทย ส่วนตัวก็เคยแอบคิดแต่พอมาสัมผัสด้วยตัวเองแล้ว ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆเลย เริ่มตั้งแต่การพัฒนาโครงร่างงานวิจัย (Research proposal) เพื่อส่งไปนำเสนอว่าที่อาจารย์ที่ปรึกษาของมหาวิทยาลัยที่เราต้องการสมัครเรียน กว่าจะได้อาจารย์ที่ปรึกษาอาจจะต้องปรับแก้ไขโครงร่างงานวิจัยหลายครั้ง และที่สำคัญด่านภาษาอังกฤษ (ถ้าใครที่ภาษาอังกฤษอยู่ในเกณฑ์ดีแล้วก็ไม่ต้องกังวล) ก่อนไปเรียน พี่ได้ IELTS 5.5 และที่ UQ หลักสูตร PhD ต้องการผลไอ เอลคะแนนรวม 6.5 และแต่ละแบนด์ไม่ต่ำกว่า 6.0 หรือผลไอเอล 7.0 แต่ละแบนด์ไม่ต่ำกว่า 6.5 ซึ่งถือว่าหินมากๆ สำหรับพี่

พี่ใช้เวลาเรียนภาษาในคลาสประมาณ 40 สัปดาห์ และเรียนด้วยตนเองอีก 4-5 เดือน ต้องอยู่กับ “การสอบแล้วสอบอีก ผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากการสอบไอเอล” จนเกิดคำถามกับตัวเองว่า “เราจะทำได้เหรอ? เราจะสอบ IELTS ผ่านไหม? เราจะเรียน PhD ได้ไหม? หรือ ความสามารถเราไม่ถึงที่จะเรียนที่ UQ?” คำถามในใจเกิดขึ้นมากมายรวมถึงความท้อ หมดแรง ถอดใจ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้สู้ต่อคือความศรัทธาในตัวเองและกำลังใจจากคนรอบข้างโดยเฉพาะคุณแม่ ท่าน ดร. เบ็ญจา เตากล่ำ คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ที่ไม่เคยหมดความเชื่อมั่นในตัวเรา เจ้าหน้าที่ Grad School และอาจารย์ที่ UQ ที่สำคัญความช่วยเหลือ คำแนะนำดีดี กำลังใจจากคุณอุษา (Insight’s Manager) ทุกครั้งที่ร้องไห้ หรือท้อ หมดแรง คุณอุษาเหมือนมิตรแท้ที่ยืนอยู่ข้างๆ คอยรับฟังและช่วยเหลือตลอดมา ขอบคุณจากใจค่ะ กำลังใจเหล่านี้ทำให้เราอดทนสู้ เข้มแข็ง ปลุกปลอบใจตัวเองจนในที่สุดก็ผ่านภาษาเข้ามาเรียน PhD ที่ UQ ได้ ซึ่งก็เป็นบทเรียนต่อจากนี้ที่เราต้องสู้ต่อไป และจะทำให้ดีที่สุดให้สมกับที่ได้รับทุนและโอกาสในการมาเรียนที่นี่ จะตั้งใจเรียนเพื่อนำความรู้กลับไปพัฒนาประเทศไทยต่อไป

สุดท้ายที่อยากแนะนำคือเมื่อมาเรียนควรทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับเพื่อนต่างชาติมากๆ อย่าพยายามจับกลุ่มเฉพาะคนไทยด้วยกันจะช่วยให้ภาษาอังกฤษโดยเฉพาะการพูดพัฒนาได้เร็วมากค่ะ

khun-gob
khun-gob

Motto – “ฝันให้ไกล มุ่งมั่นไปให้ถึง”

คุณรักชนก โคตรเจริญ (กบ)
นักเรียนทุนปริญญาเอก กำลังศึกษา Doctor of Philosophy (Nursing)
University of Queensland (UQ)

เลือกมาเรียนที่ UQ เพราะเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านการวิจัยของโลก สาขา Nursing ติดอันดับที่ 30 ของโลก (QS WU Ranking by Subject 2016) และเป็นมหาวิทยาลัยในกลุ่ม Group of Eight สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆก้าวหน้าและทันสมัยมากเอื้อต่อการเรียนและทำวิจัย ห้องสมุด ตำราเรียนและคณาจารย์คุณภาพมากๆ เข้าเรียนแล้วไม่ผิดหวัง สิ่งที่คาดหวังในอนาคต คืออยากทำงานวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำอื่นๆ ของออสเตรเลีย และมหาวิทยาลัยในอังกฤษหรืออเมริกาเพื่อสร้างเครือข่ายงานงานวิจัยในหัวข้อที่ตัวเองสนใจ ซึ่งเชื่อมั่นว่าการมาเรียนที่ UQ จะช่วยทำให้ความตั้งใจของเราเป็นไปได้ค่ะ

นอกจากนั้นประเทศออสเตรเลียยังอยู่ใกล้บ้าน อากาศใกล้เคียงกับเมืองไทย หนาวไม่มาก ทำให้ปรับตัวง่าย และ Brisbane (บริสเบน) เป็นเมืองที่ไม่วุ่นวาย เหมาะแก่การเรียน มีความเป็นธรรมชาติมาก ต้นไม้ ดอกไม้เยอะ คนที่นี่ส่วนใหญ่ Friendly การเดินทางสะดวก มีความปลอดภัยสูง ความประทับเกี่ยวกับออสเตรเลีย คือความเป็น Multicultural society ประเทศนี้เปิดรับทุกชาติ ศาสนา คนที่มาเรียนที่นี่จะได้เรียนรู้ และยอมรับความแตกต่างของเพื่อนต่างชาติได้ดีมากค่ะ

ชีวิต ความเป็นอยู่

ค่าใช้จ่ายที่นี่สำคัญคือ ที่พัก อาหารและการเดินทาง ที่พักมีตั้งแต่ราคา AU$100 – AU$300 กว่าๆ ต่อสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความใกล้ไกลมหาวิทยาลัยหรือ City เพราะถ้าใกล้มหาวิทยาลัยหรือ Supermarket เราสมารถเดินไปได้ ไม่ต้องเสียค่ารถ ค่าที่พักก็จะแพงหน่อย

อาหารถ้าคิดเป็นเงินไทยค่อนข้างแพง ทำกับข้าวเองประหยัดที่สุด ที่นี่มีร้านค้าปลีกของเอเชียพอสมควร มีของทุกอย่างเหมือนที่เมืองไทย ถ้าทำอาหารทานเองตกประมาณ AU$50 ต่อสัปดาห์ประหยัดได้มากๆ และได้ทานอาหารที่มีประโยชน์ด้วย

การเดินทางที่นี่ใช้รถเมล์สาธารณะสะดวกและตรงเวลา ราคาขึ้นอยู่กับโซนที่อยู่และความใกล้ไกลกับมหาวิทยาลัยหรือตัวเมือง ค่ารถประมาณ 100 บาทต่อวัน ถ้าที่พักใกล้มหาวิทยาลัยสามารถเดินไปได้จะช่วยประหยัดได้มากๆ แต่ถ้าเราใช้รถเมล์ประมาณ 9 รอบใน 1 สัปดห์ เราจะได้ขึ้นรถฟรีทั้งรถเมล์และรถไฟในวันเสาร์-อาทิตย์ ไม่ว่าจะเดินทางไกลแค่ไหนก็ฟรี นักเรียนส่วนใหญ่จะไปเที่ยวทะเลหรือที่ไกลๆ ช่วงเสาร์อาทิตย์ ไม่ต้องเสียค่ารถสาธารณะ ค่า Taxi ที่นี่แพงมากไม่แนะนำแต่ถ้าจะใช้แนะนำอูเบอร์ราคาจะถูกลงครึ่งหนึ่ง

ส่วนตัวเลือกที่พักแบบ Share house เป็นบ้านพักของคู่สามีภรรยาชาวออสเตรเลียที่ทำห้องแบ่งให้เช่า ติดแม่น้ำบริสเบน ใกล้กับ UQ เดินไปเรียนได้ประมาณ 30 นาที ถ้านั่งรถเมล์ไม่เกิน 10 นาที ห้องพักเป็นห้องเดี่ยวมีห้องน้ำส่วนตัว ค่าเช่า AU$175 ต่อสัปดาห์ (รวมบิลค่าน้ำค่าไฟ) ค่าอาหารทำทานเอง AU$50 ต่อสัปดาห์ ค่ารถใช้ประมาณเดือนละ AU$80-100 ต่อเดือน รวมค่าโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต และค่าใช้จ่ายส่วนตัว เดือนนึงก็อาจใช้จ่ายประมาณ AU$1,000 – AU$1,500 ค่ะ

เรื่องการหางานพิเศษทำ นักเรียนไทยส่วนใหญ่นิยมทำร้านอาหารไทย รายได้ค่อนข้างดีถึงดีมากขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความสามารถ ร้านอาหารไทยมีอยู่ทั่วไป คนต่างชาติชอบอาหารไทยมากๆ ค่าแรงประมาณ AU$80-150 (เวลาทำงานตั้งแต่ 4 โมงเย็น – 4 ทุ่ม) เสาร์อาทิตย์ หรือช่วง Holiday จะได้มากขึ้นอีก ขึ้นอยู่กับเจ้าของร้านและประสบการณ์ สำหรับนักเรียน PhD อาจช่วยอาจารย์ทำวิจัย หรือช่วยสอนก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นมาอีกค่ะ

คำแนะนำ

คนทั่วไปมักจะคิดว่าการเรียน PhD เมืองนอกง่ายกว่าในเมืองไทย ส่วนตัวก็เคยแอบคิดแต่พอมาสัมผัสด้วยตัวเองแล้ว ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆเลย เริ่มตั้งแต่การพัฒนาโครงร่างงานวิจัย (Research proposal) เพื่อส่งไปนำเสนอว่าที่อาจารย์ที่ปรึกษาของมหาวิทยาลัยที่เราต้องการสมัครเรียน กว่าจะได้อาจารย์ที่ปรึกษาอาจจะต้องปรับแก้ไขโครงร่างงานวิจัยหลายครั้ง และที่สำคัญด่านภาษาอังกฤษ (ถ้าใครที่ภาษาอังกฤษอยู่ในเกณฑ์ดีแล้วก็ไม่ต้องกังวล) ก่อนไปเรียน พี่ได้ IELTS 5.5 และที่ UQ หลักสูตร PhD ต้องการผลไอ เอลคะแนนรวม 6.5 และแต่ละแบนด์ไม่ต่ำกว่า 6.0 หรือผลไอเอล 7.0 แต่ละแบนด์ไม่ต่ำกว่า 6.5 ซึ่งถือว่าหินมากๆ สำหรับพี่

พี่ใช้เวลาเรียนภาษาในคลาสประมาณ 40 สัปดาห์ และเรียนด้วยตนเองอีก 4-5 เดือน ต้องอยู่กับ “การสอบแล้วสอบอีก ผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากการสอบไอเอล” จนเกิดคำถามกับตัวเองว่า “เราจะทำได้เหรอ? เราจะสอบ IELTS ผ่านไหม? เราจะเรียน PhD ได้ไหม? หรือ ความสามารถเราไม่ถึงที่จะเรียนที่ UQ?” คำถามในใจเกิดขึ้นมากมายรวมถึงความท้อ หมดแรง ถอดใจ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้สู้ต่อคือความศรัทธาในตัวเองและกำลังใจจากคนรอบข้างโดยเฉพาะคุณแม่ ท่าน ดร. เบ็ญจา เตากล่ำ คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ที่ไม่เคยหมดความเชื่อมั่นในตัวเรา เจ้าหน้าที่ Grad School และอาจารย์ที่ UQ ที่สำคัญความช่วยเหลือ คำแนะนำดีดี กำลังใจจากคุณอุษา (Insight’s Manager) ทุกครั้งที่ร้องไห้ หรือท้อ หมดแรง คุณอุษาเหมือนมิตรแท้ที่ยืนอยู่ข้างๆ คอยรับฟังและช่วยเหลือตลอดมา ขอบคุณจากใจค่ะ กำลังใจเหล่านี้ทำให้เราอดทนสู้ เข้มแข็ง ปลุกปลอบใจตัวเองจนในที่สุดก็ผ่านภาษาเข้ามาเรียน PhD ที่ UQ ได้ ซึ่งก็เป็นบทเรียนต่อจากนี้ที่เราต้องสู้ต่อไป และจะทำให้ดีที่สุดให้สมกับที่ได้รับทุนและโอกาสในการมาเรียนที่นี่ จะตั้งใจเรียนเพื่อนำความรู้กลับไปพัฒนาประเทศไทยต่อไป

สุดท้ายที่อยากแนะนำคือเมื่อมาเรียนควรทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับเพื่อนต่างชาติมากๆ อย่าพยายามจับกลุ่มเฉพาะคนไทยด้วยกันจะช่วยให้ภาษาอังกฤษโดยเฉพาะการพูดพัฒนาได้เร็วมากค่ะ

น้องอั้ม

เริ่มตั้งแต่แรก ผมเลือก เพิร์ธ เพื่อมาเรียนภาษา เพราะ คนไทยที่นี่ค่อนข้างน้อย วันแรกที่มาถึง ทุกอย่างดูแปลกตา เมืองที่นี่สวยมาก สงบ ธรรมชาติมาก ในวันแรกผมอยู่กับโฮมสเตย์ บอกได้เลยครับเหงามากเพราะ เราฟังเขาไม่รู้เรื่อง ;p แต่อยู่ไป 1 อาทิตย์ ทุกอย่างจะเริ่มลงตัว โฮสน่ารักเป็นกันเองมากครับ เขาพยายามพูดอธิบาย แนะนำการเดินทางจาก บ้านไปโรงเรียน จากโรงเรียนกลับบ้าน อาหารการกินอาจจะแปลกสำหรับคนไทยไปสักหน่อย เพราะส่วนใหญ่มีแต่ สเต๊ก พาสต้า การปรับตัวไม่มีอะไรมากครับ สำหรับผม ช่วงแรกๆ ผมอ่านหนังสือภาษาครับ แล้วก็ฝึกพูดกับโฮสบ่อยๆ สำหรับโรงเรียน เพื่อนเยอะครับสนุกมาก มาจากหลายประเทศ หลายวัฒนธรรม ทุกวันศุกร์ จะมีกิจกรรมของโรงเรียนเช่น ขี่จักรยานบ้าง โบว์ลิ่งบ้าง เราก็ได้รู้ศัพท์ใหม่ๆ เพิ่มเติมเยอะเลย

 

aum

s__8183899
s__8183899

น้องอั้ม

เริ่มตั้งแต่แรก ผมเลือก เพิร์ธ เพื่อมาเรียนภาษา เพราะ คนไทยที่นี่ค่อนข้างน้อย วันแรกที่มาถึง ทุกอย่างดูแปลกตา เมืองที่นี่สวยมาก สงบ ธรรมชาติมาก ในวันแรกผมอยู่กับโฮมสเตย์ บอกได้เลยครับเหงามากเพราะ เราฟังเขาไม่รู้เรื่อง ;p แต่อยู่ไป 1 อาทิตย์ ทุกอย่างจะเริ่มลงตัว โฮสน่ารักเป็นกันเองมากครับ เขาพยายามพูดอธิบาย แนะนำการเดินทางจาก บ้านไปโรงเรียน จากโรงเรียนกลับบ้าน อาหารการกินอาจจะแปลกสำหรับคนไทยไปสักหน่อย เพราะส่วนใหญ่มีแต่ สเต๊ก พาสต้า การปรับตัวไม่มีอะไรมากครับ สำหรับผม ช่วงแรกๆ ผมอ่านหนังสือภาษาครับ แล้วก็ฝึกพูดกับโฮสบ่อยๆ สำหรับโรงเรียน เพื่อนเยอะครับสนุกมาก มาจากหลายประเทศ หลายวัฒนธรรม ทุกวันศุกร์ จะมีกิจกรรมของโรงเรียนเช่น ขี่จักรยานบ้าง โบว์ลิ่งบ้าง เราก็ได้รู้ศัพท์ใหม่ๆ เพิ่มเติมเยอะเลย

 

aum

น้องมิ้นต์

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทาง Insight ที่แนะนำ Brisbane และ Browns English Language School ให้ค่ะ สำหรับการเรียนภาษา 6 เดือน คนรอบข้างหลายคนมองว่าจะไปทำไม ต้องลาออกจากงานเพื่อนไปเรียนสั้นๆ มันคุ้มค่าไหม โดยส่วนตัวพูดเลยว่าได้อะไรมากกว่าที่คิดมากค่ะ ไม่ว่าจะเป็นภาษา การใช้ชีวิต และประสบการณ์ดีๆ ที่ไม่สามารถหาได้ง่ายๆ
สำหรับการเรียนนั้นเนื่องจากเราไปเรียนภาษาเพียงครึ่งปี หากต้องการภาษาควรเลือกเมืองที่คนไทยยังไม่มากนัก ซึ่งบริสเบนก็ตอบโจทย์ค่ะ นอกจากนี้ การคมนาคมและสิ่งอำนวยความสะดวกมีครบถ้วนแต่ไม่วุ่นวาย และมีร้านค้าร้านอาหารที่ยินดีรับคนไทยทำงานเพื่อเก็บประสบการณ์และแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอย่าง Gold Coast และ Lone Pine Koala Sanctuary ซึ่งหากใครไปออสเตรเลียแล้วไม่ได้เห็นจิงโจ้กับโคอาล่านี่ ถือว่าไม่ได้ไปนะคะ
ในส่วนของโรงเรียน Browns English Language School นั้น มิ้นต์มองว่าเป็นโรงเรียนที่ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกกับนักเรียนต่างชาติโดยแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ตั้งใจกลางเมือง บรรยากาศในโรงเรียนที่มีนักเรียนหลายเชื้อชาติจากทั้งเอเชีย ยุโรป และ อเมริกาใต้ และโรงเรียนยังคอยจัดกิจกรรมเพื่อให้นักเรียนมีส่วนร่วมและพบปะเพื่อนใหม่ ที่ Browns นี้ มิ้นต์มีเพื่อนสนิทเป็นคนบราซิล ทำให้เราต้องพูดภาษาอังกฤษกับเขาตลอด มิ้นต์ถือว่าเป็นเทคนิคที่ดีในการฝึก Speaking และ Listening นอกจากบรรยากาศแล้ว ความยืดหยุ่นในคอร์สเรียนถือเป็นจุดเด่นของที่นี่เช่นกัน เพราะสำหรับเด็กไทยแล้ว เราก็มองว่าฝึกภาษา สมัคร General English แล้วกัน แต่พอมาถึงแล้ว เรียนไปสักพัก เราจะเริ่มมองเห็นว่าอยากได้อะไรจากการเรียน ซึ่งสำหรับมิ้นต์ มิ้นต์ก็เริ่มจากการสมัคร General English แต่พอมาเรียน มิ้นต์พบว่าสิ่งที่มิ้นต์อยากได้คือการใช้ภาษาแบบเป็นทางการ และทาง Browns ก็มีคอร์ส English for Academic Purposes รองรับ โดยที่เราสามารถเปลี่ยนได้โดยไม่ยุ่งยากมากนัก นอกจากนี้ ทางโรงเรียนยังมี Diploma และ Barista Course ด้วยนะคะ เสียดายมิ้นต์มีเวลาจำกัด ไม่งั้นมิ้นต์ไม่พลาดเรียนแน่นอน
เอาเป็นว่า หากใครสนใจเรียนภาษาที่ออสเตรเลีย Brisbane และ Browns English Language School ถือเป็นทางเลือกที่มิ้นต์มองว่าไม่ผิดหวังค่ะ

 

nong-mint

nong-mint-profile
nong-mint-profile

น้องมิ้นต์

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทาง Insight ที่แนะนำ Brisbane และ Browns English Language School ให้ค่ะ สำหรับการเรียนภาษา 6 เดือน คนรอบข้างหลายคนมองว่าจะไปทำไม ต้องลาออกจากงานเพื่อนไปเรียนสั้นๆ มันคุ้มค่าไหม โดยส่วนตัวพูดเลยว่าได้อะไรมากกว่าที่คิดมากค่ะ ไม่ว่าจะเป็นภาษา การใช้ชีวิต และประสบการณ์ดีๆ ที่ไม่สามารถหาได้ง่ายๆ
สำหรับการเรียนนั้นเนื่องจากเราไปเรียนภาษาเพียงครึ่งปี หากต้องการภาษาควรเลือกเมืองที่คนไทยยังไม่มากนัก ซึ่งบริสเบนก็ตอบโจทย์ค่ะ นอกจากนี้ การคมนาคมและสิ่งอำนวยความสะดวกมีครบถ้วนแต่ไม่วุ่นวาย และมีร้านค้าร้านอาหารที่ยินดีรับคนไทยทำงานเพื่อเก็บประสบการณ์และแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอย่าง Gold Coast และ Lone Pine Koala Sanctuary ซึ่งหากใครไปออสเตรเลียแล้วไม่ได้เห็นจิงโจ้กับโคอาล่านี่ ถือว่าไม่ได้ไปนะคะ
ในส่วนของโรงเรียน Browns English Language School นั้น มิ้นต์มองว่าเป็นโรงเรียนที่ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกกับนักเรียนต่างชาติโดยแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ตั้งใจกลางเมือง บรรยากาศในโรงเรียนที่มีนักเรียนหลายเชื้อชาติจากทั้งเอเชีย ยุโรป และ อเมริกาใต้ และโรงเรียนยังคอยจัดกิจกรรมเพื่อให้นักเรียนมีส่วนร่วมและพบปะเพื่อนใหม่ ที่ Browns นี้ มิ้นต์มีเพื่อนสนิทเป็นคนบราซิล ทำให้เราต้องพูดภาษาอังกฤษกับเขาตลอด มิ้นต์ถือว่าเป็นเทคนิคที่ดีในการฝึก Speaking และ Listening นอกจากบรรยากาศแล้ว ความยืดหยุ่นในคอร์สเรียนถือเป็นจุดเด่นของที่นี่เช่นกัน เพราะสำหรับเด็กไทยแล้ว เราก็มองว่าฝึกภาษา สมัคร General English แล้วกัน แต่พอมาถึงแล้ว เรียนไปสักพัก เราจะเริ่มมองเห็นว่าอยากได้อะไรจากการเรียน ซึ่งสำหรับมิ้นต์ มิ้นต์ก็เริ่มจากการสมัคร General English แต่พอมาเรียน มิ้นต์พบว่าสิ่งที่มิ้นต์อยากได้คือการใช้ภาษาแบบเป็นทางการ และทาง Browns ก็มีคอร์ส English for Academic Purposes รองรับ โดยที่เราสามารถเปลี่ยนได้โดยไม่ยุ่งยากมากนัก นอกจากนี้ ทางโรงเรียนยังมี Diploma และ Barista Course ด้วยนะคะ เสียดายมิ้นต์มีเวลาจำกัด ไม่งั้นมิ้นต์ไม่พลาดเรียนแน่นอน
เอาเป็นว่า หากใครสนใจเรียนภาษาที่ออสเตรเลีย Brisbane และ Browns English Language School ถือเป็นทางเลือกที่มิ้นต์มองว่าไม่ผิดหวังค่ะ

 

nong-mint

น้องแมค

เป็น10สัปดาห์ที่สนุกมาก คุ้มค่ามากที่ได้ไป ขอบคุณสำหรับโอกาสดีๆที่ insight และ PICE ช่วยจัดให้ ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ดีๆมากมาย ได้รู้จักเพื่อนๆจากหลากหลายประเทศ ได้มีโอกาสลองอะไรใหม่ๆที่ไม่เคยลองมาก่อน Perth เป็นเมืองที่น่าอยู่มาก ผู้คนเป็นมิตร อากาศดี เมืองสวย
ได้พัฒนาภาษาอังกฤษจนดีขึ้นมาก PICE เป็นโรงเรียนที่เยี่ยมมาก มีกิจกรรมดีๆให้เข้าร่วม และคอยช่วยเหลือตลอดเวลาต้องการ ขอบคุณอีกครั้งสำหรับโอกาสดีๆที่ได้มอบให้ เป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่สุด ขอบคุณครับ

 

Untitled-1

04

น้องแมค

เป็น10สัปดาห์ที่สนุกมาก คุ้มค่ามากที่ได้ไป ขอบคุณสำหรับโอกาสดีๆที่ insight และ PICE ช่วยจัดให้ ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ดีๆมากมาย ได้รู้จักเพื่อนๆจากหลากหลายประเทศ ได้มีโอกาสลองอะไรใหม่ๆที่ไม่เคยลองมาก่อน Perth เป็นเมืองที่น่าอยู่มาก ผู้คนเป็นมิตร อากาศดี เมืองสวย
ได้พัฒนาภาษาอังกฤษจนดีขึ้นมาก PICE เป็นโรงเรียนที่เยี่ยมมาก มีกิจกรรมดีๆให้เข้าร่วม และคอยช่วยเหลือตลอดเวลาต้องการ ขอบคุณอีกครั้งสำหรับโอกาสดีๆที่ได้มอบให้ เป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่สุด ขอบคุณครับ

Untitled-1

04
Nong-Bebe-Embassy

น้องเบ็บ อมรกานต์

ปัจจุบันเรียนอยู่ Grade 12 โรงเรียน Mahidol University International Demonstration School (Muids) ค่ะ ช่วงปิดเทอมก็ได้มีโอกาสไปเรียนภาษาระยะสั้นกับ Embassy ที่ออสเตรเลีย เมืองเมลเบิรน์ค่ะ การที่ได้มาเรียนที่นี้ทำให้ได้อะไรเยอะแยะมากมายกลับมา ไม่ว่าจะเป็นสังคมใหม่ๆ เพื่อนต่างชาติ และการที่เรากล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้น นอกจากนั้นเมืองนี้เป็นเมืองที่สวยงาม มีความปลอดภัยและสะดวกสบาย โดยเฉพาะการเดินทางค่ะง่ายมากๆไม่หลงแน่นอนค่ะ เพราะมีทั้งรถ รถลาง รถระจำทาง และ รถไฟ ส่วนสภาพอากาศก็ดีมาก ผู้คนก็มาจากหลากหลายชาติทำให้ได้รู้หลายวัฒนธรรม อาหารที่เมลเบิรน์ก็มีหลากหลายให้เราได้ลองค่ะ ส่วน Embassy เป็นโรงเรียนสอนภาษาที่ดีมากๆ และมีมาตรฐานคะ บรรยากาศในห้องเรียนก็ไม่เครียดมาก เวลาสงสัยอะไรก็ถามคุณครูได้เลย คุณครูให้ความสนใจนักเรียนดีมากค่ะ เพื่อนในชั้นเรียนก็มีหลากหลายเชื้อชาติมากเลยค่ะ ทำให้เราได้แลกเปลี่ยนอะไรหลายๆอย่างถือว่าการมาเรียนในครั้งนี้ให้อะไรหลายๆอย่างกับเรามากค่ะ และเป็นประสบการณ์ที่ประทับใจมากๆเลยค่ะ

 

Untitled-1

น้องเบ็บ อมรกานต์

ปัจจุบันเรียนอยู่ Grade 12 โรงเรียน Mahidol University International Demonstration School (Muids) ค่ะ ช่วงปิดเทอมก็ได้มีโอกาสไปเรียนภาษาระยะสั้นกับ Embassy ที่ออสเตรเลีย เมืองเมลเบิรน์ค่ะ การที่ได้มาเรียนที่นี้ทำให้ได้อะไรเยอะแยะมากมายกลับมา ไม่ว่าจะเป็นสังคมใหม่ๆ เพื่อนต่างชาติ และการที่เรากล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้น นอกจากนั้นเมืองนี้เป็นเมืองที่สวยงาม มีความปลอดภัยและสะดวกสบาย โดยเฉพาะการเดินทางค่ะง่ายมากๆไม่หลงแน่นอนค่ะ เพราะมีทั้งรถ รถลาง รถระจำทาง และ รถไฟ ส่วนสภาพอากาศก็ดีมาก ผู้คนก็มาจากหลากหลายชาติทำให้ได้รู้หลายวัฒนธรรม อาหารที่เมลเบิรน์ก็มีหลากหลายให้เราได้ลองค่ะ ส่วน Embassy เป็นโรงเรียนสอนภาษาที่ดีมากๆ และมีมาตรฐานคะ บรรยากาศในห้องเรียนก็ไม่เครียดมาก เวลาสงสัยอะไรก็ถามคุณครูได้เลย คุณครูให้ความสนใจนักเรียนดีมากค่ะ เพื่อนในชั้นเรียนก็มีหลากหลายเชื้อชาติมากเลยค่ะ ทำให้เราได้แลกเปลี่ยนอะไรหลายๆอย่างถือว่าการมาเรียนในครั้งนี้ให้อะไรหลายๆอย่างกับเรามากค่ะ และเป็นประสบการณ์ที่ประทับใจมากๆเลยค่ะ

Untitled-1

Nong-Bebe-Embassy
S__15835158

Shubham

ผมเรียนจบไฮสคูลจากโรงเรียน NIST International School ในปี 2013 ผมเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่เหมือนนักเรียนส่วนใหญ่ในโรงเรียนที่มีความคิดแค่ว่าอยากเรียนอะไร แต่ไม่ได้คิดเรื่องมหาวิทยาลัยว่าจะเรียนที่ไหนสมัครอย่างไร
นับเป็นความโชคดีของผมที่โรงเรียนได้เชิญเอเยนต์และเจ้าหน้าที่จากมหาวิทยาลัยต่างๆ มาให้ข้อมูลและคำแนะนำเพื่อช่วยนักเรียนในการตัดสินใจเลือกมหาวิทยาลัยซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก ผมต้องขอขอบคุณ Insight Education Consulting ผู้ซึ่งมีประสบการณ์และความรู้จริงในการให้คำปรึกษาแนะแนวด้านการเรียนต่อ ช่วยให้ผมสามารถเลือกมหาวิทยาลัยที่เหมาะสมกับความต้องการของผมได้อย่างแท้จริง
ตอนนี้ผมกำลังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 หลักสูตร Bachelor of Applied Finance / Bachelor of Actuarial studies ที่ Macquarie University ผมยังคงจำความรู้สึกตอนปี 1 ได้ดี ในช่วงปฐมนิเทศสำหรับต้อนรับนักศึกษาต่างชาติใหม่ ทางมหาวิทยาลัยมีแขกรับเชิญหลายท่านมาบรรยายเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย มีรุ่นพี่จากคณะพาพวกเราเดินทัวร์เพื่อแนะนำสถานที่รอบมหาวิทยาลัย และตอบทุกคำถามที่พวกเราสงสัยด้วยความเต็มใจ นอกจากนั้นทางมหาวิทยาลัยยังจัดกิจกรรมหลายหลากเพื่อให้นักเรียนใหม่อย่างพวกเราได้ทำความรู้จักกัน ตัวอย่างเช่น ผมไปนั่งเรือเล่นตอนเย็นกับเพื่อนใหม่หลายคนที่เจอกันในวันปฐมนิเทศ เราไปเที่ยวโอเปร่าเฮ้าท์ และสะพานซิดนีย์ฮาร์เบอร์ด้วยกัน
กิจกรรมปฐมนิเทศจะเริ่มก่อนวันเปิดเรียนหนึ่งสัปดาห์ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่เปิดโอกาสให้เราได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ๆในมหาวิทยาลัย มีกิจกรรมหลากหลายให้เราเข้าร่วมตามความสนใจ ซึ่งสามารถเลือกดูได้ตามบอร์ดโฆษณาต่างๆ ในมหาวิทยาลัย มีกลุ่มต่างๆ มาตั้งบูธอยู่ตรงกลางมหาวิทยาลัยโดยจัดเป็นหมวดหมู่ เช่น ด้านกีฬา สัญชาติ ศาสนา งานอดิเรก หลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับสังคม เป็นต้น เพื่อให้คนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกันได้ทำความรู้จักกัน และพบปะสังสรรค์กันต่อไป
ทั้งหมดนี้ถือเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับผม มันช่วยทำให้ชีวิตผมง่ายขึ้น ในการทำความรู้จักและปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนใหม่ๆ ที่จะเรียนด้วยกัน

Shubham

ผมเรียนจบไฮสคูลจากโรงเรียน NIST International School ในปี 2013

ผมเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่เหมือนนักเรียนส่วนใหญ่ในโรงเรียนที่มีความคิดแค่ว่าอยากเรียนอะไร แต่ไม่ได้คิดเรื่องมหาวิทยาลัยว่าจะเรียนที่ไหนสมัครอย่างไร
นับเป็นความโชคดีของผมที่โรงเรียนได้เชิญเอเยนต์และเจ้าหน้าที่จากมหาวิทยาลัยต่างๆ มาให้ข้อมูลและคำแนะนำเพื่อช่วยนักเรียนในการตัดสินใจเลือกมหาวิทยาลัยซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก ผมต้องขอขอบคุณ Insight Education Consulting ผู้ซึ่งมีประสบการณ์และความรู้จริงในการให้คำปรึกษาแนะแนวด้านการเรียนต่อ ช่วยให้ผมสามารถเลือกมหาวิทยาลัยที่เหมาะสมกับความต้องการของผมได้อย่างแท้จริง
ตอนนี้ผมกำลังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 หลักสูตร Bachelor of Applied Finance / Bachelor of Actuarial studies ที่ Macquarie University ผมยังคงจำความรู้สึกตอนปี 1 ได้ดี ในช่วงปฐมนิเทศสำหรับต้อนรับนักศึกษาต่างชาติใหม่ ทางมหาวิทยาลัยมีแขกรับเชิญหลายท่านมาบรรยายเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย มีรุ่นพี่จากคณะพาพวกเราเดินทัวร์เพื่อแนะนำสถานที่รอบมหาวิทยาลัย และตอบทุกคำถามที่พวกเราสงสัยด้วยความเต็มใจ นอกจากนั้นทางมหาวิทยาลัยยังจัดกิจกรรมหลายหลากเพื่อให้นักเรียนใหม่อย่างพวกเราได้ทำความรู้จักกัน ตัวอย่างเช่น ผมไปนั่งเรือเล่นตอนเย็นกับเพื่อนใหม่หลายคนที่เจอกันในวันปฐมนิเทศ เราไปเที่ยวโอเปร่าเฮ้าท์ และสะพานซิดนีย์ฮาร์เบอร์ด้วยกัน
กิจกรรมปฐมนิเทศจะเริ่มก่อนวันเปิดเรียนหนึ่งสัปดาห์ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่เปิดโอกาสให้เราได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ๆในมหาวิทยาลัย มีกิจกรรมหลากหลายให้เราเข้าร่วมตามความสนใจ ซึ่งสามารถเลือกดูได้ตามบอร์ดโฆษณาต่างๆ ในมหาวิทยาลัย มีกลุ่มต่างๆ มาตั้งบูธอยู่ตรงกลางมหาวิทยาลัยโดยจัดเป็นหมวดหมู่ เช่น ด้านกีฬา สัญชาติ ศาสนา งานอดิเรก หลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับสังคม เป็นต้น เพื่อให้คนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกันได้ทำความรู้จักกัน และพบปะสังสรรค์กันต่อไป
ทั้งหมดนี้ถือเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับผม มันช่วยทำให้ชีวิตผมง่ายขึ้น ในการทำความรู้จักและปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนใหม่ๆ ที่จะเรียนด้วยกัน

S__15835158
book

ทศพล เชี่ยวชาญประพันธ์ (บุ๊ค)

ปัจจุบันกำลังเรียนปริญญาเอกที่ University of Canberra

ก่อนตัดสินใจมาเรียนต่อที่ Australian National University (ANU)

ผมจบปริญญาตรีสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations) จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง ผมจบปริญญาโทสองใบจาก ANUครับ คือ Master of Diplomacy และ Master of Arts (International Relations) การมาเรียนออสเตรเลียเปิดโอกาสให้ผมได้ศึกษาเรียนรู้เรื่องราวต่างๆของอีกประเทศหนึ่งที่คนไทยไม่ค่อยรู้จักมากนัก เปิดโอกาสให้ได้มาเจอผู้คนจากหลากหลายประเทศ ที่สำคัญที่สุด การที่ต้องมาเผชิญอะไรในแผ่นดินที่ไม่ใช่บ้านเกิดทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น กล้าคิด กล้าตัดสินใจมากขึ้นครับ

Untitled-2

ภกญ. อาจารี รายะนาคร (อ้อ)

หลักสูตร: Master of Public Health, The University of Queensland

ตำแหน่งงาน: Site Start Up Specialist, Quintiles (Thailand), Co.Ltd.

อยากแนะนำให้คนที่อยากเรียนต่อควรเริ่มต้นให้เร็วที่สุด ยิ่งเร็วเท่าไรยิ่งดี อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง ควรตั้งใจหาข้อมูลอย่างจริงจัง และทำการบ้าน เช่น สอบให้ได้คะแนน TOEFL/ IELTS ให้สูงๆ มีคะแนนดีๆ ในมือถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง มหาวิทยาลัยดีๆ ไม่หลุดมือไปแน่นอน ไม่มีอะไรได้มาฟรี ทุกอย่างเราต้องลงแรงด้วยตัวเองค่ะ

ภกญ. อาจารี รายะนาคร (อ้อ)

หลักสูตร: Master of Public Health, The University of Queensland

ตำแหน่งงาน: Site Start Up Specialist, Quintiles (Thailand), Co.Ltd.

อยากแนะนำให้คนที่อยากเรียนต่อควรเริ่มต้นให้เร็วที่สุด ยิ่งเร็วเท่าไรยิ่งดี อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง ควรตั้งใจหาข้อมูลอย่างจริงจัง และทำการบ้าน เช่น สอบให้ได้คะแนน TOEFL/ IELTS ให้สูงๆ มีคะแนนดีๆ ในมือถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง มหาวิทยาลัยดีๆ ไม่หลุดมือไปแน่นอน ไม่มีอะไรได้มาฟรี ทุกอย่างเราต้องลงแรงด้วยตัวเองค่ะ

Untitled-2
ba69b4c7-2f83-47d8-b2a9-5e197bcdb69b

วีรธิป กระตุฤกษ์ (เติร์ก)

Master of Engineering Management

หลังจากที่เรียนจบปริญญาตรีและได้ทำงานไปซักระยะหนึ่ง ผมรู้สึกเหมือนกับถึงเวลาแล้วที่จะต่อยอดความรู้ที่ได้สั่งสมมาในระดับปริญญาตรี ผมจึงตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ ด้วยความคาดหวังที่ว่านอกจากจะได้วิชาความรู้จากการเล่าเรียนแล้ว

น้องบุ๊ค มาแชร์ประสบการณ์การไปเรียนที่ Langports, Gold Coast ประเทศออสเตรเลีย